3G 3 ธันวา วันชี้ชะตาทีโอที

ทีโอที กับการนับถอยหลังก้าวเข้าสู่ผู้ให้บริการ  3G รายแรกของเมืองไทย โดยทีโอทีถือฤกษ์ วันที่ 3 ธันวาคม 2552 เพื่อเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการที่ลานเซ็นทรัลเวิล์ด ภายใต้คอนเช็ปต์ “3 จี -3 ธ.ค.-3 โมงเย็น” พร้อมกับจะมีการถ่ายทอดสดการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือ 3G

การให้บริการ 3 G ของทีโอทีถือเป็นความหวังใหม่ที่จะสามารถสร้างรายได้ชดเชยสัมปทานโทรศัพท์ มือถือ ที่จะหายไปทันทีเมื่อคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ออกใบอนุญาต 3G บนความถี่มาตรฐาน 2.1 GHz ซึ่งการเปิดให้บริการเป็นรายแรกจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ทีโอที ได้เป็นอย่างดี

การให้บริการ 3G เฟสแรกจะเปิดให้บริการในพื้นที่ กรุงเทพฯและปริมณฑลตอนล่าง จำนวน 543 สถานีฐาน สามารถรองรับการใช้งานได้500,000 เลขหมาย สามารถให้บริการที่รองรับ Voice, Video Call, SMS,MMS, RBT และ High-speed Internet

วรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า มั่นใจว่าจะสามารถเปิดให้บริการ 3G เฟสแรกได้ทันตามกำหนดในวันที่ 3 ธ.ค.อย่างแน่นอน เนื่องจากได้รับการยืนยันจากผู้ดูแลเรื่องนี้เมื่อเร็วๆ นี้

“การดำเนินการโครงการ 3G ถือเป็นธุรกิจสำคัญในการฟื้นฟูฐานะทางการเงิน ด้วยการหันมาพึ่งตนเอง ลดการพึ่งพาส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาร่วมการงาน และเป็นการดำเนินการตามแผน Turnaround ของทีโอที ซึ่งจะเป็นการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่สำคัญรวมทั้งยังสามารถเข้ามาทดแทนราย ได้ที่ลดลงของบริการโทรศัพท์ประจำที่ และบริการโทรศัพท์สาธารณะ การที่ทีโอทีสามารถให้บริการ 3G ได้เป็นรายแรกจะช่วยให้ทีโอทีได้เปรียบในเชิงธุรกิจประกอบกับแผนการทำตลาด แบบ MVNO จะช่วยให้ทีโอทีคล่องตัวและสามารถแข่งขันกับเอกชนได้ดียิ่งขึ้น”

วิเชียร นาคศรีนวล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้ดูแลรับผิดชอบหน่วยงานธุรกิจ 3G เปิดเผยว่า ขณะนี้ความคืบหน้า 3G เฟสแรกอยู่ระหว่างการอัปเกรดสถานีฐาน ซึ่งปลายเดือนต.ค.นี้จะแล้วเสร็จ 100%

ส่วนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมให้บริการในลักษณะ MVNO (Mobile Virtual Network Operator) ขณะนี้มีผู้สนใจทั้งสิ้น 5 รายได้แก่ได้แก่บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย บริษัท ล็อกเล่ย์ บริษัท 356 บริษัท อินเตอร์แนชั่นเนิลเอนจีเนียริง หรือ IEC และบริษัท เอ็มคอร์ปอเรชั่น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งให้ผู้ประกอบการทั้ง 5 รายทำแผนธุรกิจอย่างละเอียดเสนอต่อทีโอที เพื่อที่ทีโอทีจะเลือกผู้ที่มีแผนธุรกิจที่ดีที่สุดเพียง 3 รายซึ่งการคัดเลือกจะต้องแล้วเสร็จภายในเดือน พ.ย. 2552

อย่างไรก็ตาม การเร่งเครื่องประมูล 3G ของ กทช.หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างผลกระทบต่อทีโอที ซึ่งทีโอทีจะเสนอรายงานผลกระทบให้ครม.เศรษฐกิจรับทราบรวมทั้งการปรับแผน ธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้และผลกระทบจากสัญญาสัมปทาน 2G เดิม โดยทีโอทีประเมินว่าผลกระทบจากการออกใบอนุญาตและจัดสรรคลื่นความถี่ 3G ของกทช.จะส่งผลให้เกิด

1. การแข่งขันในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 (3G) จะมีความรุนแรงขึ้น เพราะการที่ กทช.ให้ใบอนุญาต 3G รายใหม่ 4 ราย หากนับรวมกับ ทีโอทีก็จะมีผู้ให้บริการ 3G รวม 5 ราย ส่งผลต่อการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายในประเทศทวีความรุนแรงและเข้มข้นมากขึ้น

2. ทีโอทีได้คาดการณ์ และจัดทำแผนธุรกิจตามความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ (สศช.)และจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว โดยทีโอทีได้ทำการวางแผนเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทีโอที ดำเนินการ ดังนี้ วิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงการออกใบอนุญาต ในการเสนอโครงการฯ ต่อ สศช. เมื่อปี 2551 และจัดทำแผนธุรกิจตามความเห็นของ สศช. เรื่อง ทีโอที ควรทำหน้าที่พัฒนาโครงข่าย 3G ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ครอบคลุมทั่วประเทศ และควรพิจารณาความเหมาะสมของแผนการตลาดที่เน้น เป็นผู้ให้บริการโครงข่าย (Network Provider) หรือการให้บริการแบบ ขายส่ง(Wholesaler) เพื่อลดความเสี่ยงในการลงทุนและการตลาดค้าปลีก(Retailer) รวมทั้งช่วยลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนของประเทศในภาพรวมเรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ทีโอทียังได้จ้างที่ปรึกษา 2 ราย คือ บริษัท CCIV และABN AMRO Bank N.V. เป็นที่ปรึกษาโครงการและพิจารณาทบทวนแผนธุรกิจให้ชัดเจนและสอดคล้องกับสภาพ การแข่งขันที่รุนแรง

สำหรับแผนธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G  ซึ่งจัดทำร่วมกับที่ปรึกษาฯได้กำหนดกลยุทธ์ไว้ดังนี้ 1. Time to Market ต้องชิงความได้เปรียบด้วยการเป็นผู้ให้บริการรายแรกในตลาดเพื่อสร้าง ฐานลูกค้าซึ่งผู้ให้บริการในปัจจุบันไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้  2. Network Coverage & Quality ต้องลงทุนในโครงข่ายที่มีคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการด้าน Voice และ Data โดยมีสัญญาณครอบคลุมพื้นที่ให้บริการหลัก

3. Wholesaling ดำเนินธุรกิจด้วยการขายต่อบริการแก่ Wholesale Customers เรียกว่า  Mobile Virtual Network Operator (MVNO)โดย MVNO จะมีบทบาทสำคัญในการทำตลาดใน Segment ที่ทีโอทีไม่มีความถนัดหรือไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันและการใช้ ประโยชน์จากโครงข่ายที่เพิ่มขึ้นจากการเช่าใช้โครงข่ายของ MVNO ในสัดส่วน 80% ของ Capacity

และ 4. Strengthen Retail Business  ทีโอทีจำเป็นต้องสร้างฐานลูกค้าปลีกใน Segment ที่ทีโอทีมีความได้เปรียบเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงลูกค้าของ MVNO แต่เพียงอย่างเดียว และเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนทั้งในเมืองและชนบทภายใต้แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 ด้านการพัฒนาคุณภาพคนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาและการเรียนรู้ และแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2551-2554 เกี่ยวกับนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ส่งเสริมให้คนไทยเกิดการเรียนรู้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมจากเมืองงหลวงไปสู่ภูมิภาค โดยให้ประชาชนเข้าถึงบริการโทรคมนาคมพื้นฐานได้อย่างทั่วถึงครอบคลุมทั่ว ประเทศ

ส่วนตำแหน่งทางธุรกิจของโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G (Business Positioning) คือ การเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G รายแรกของประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการและLifestyle ของลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche Markets), ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา ทั้งการร่วมมือกับพันธมิตร เช่น Content Provider/Application Developer เร่งรัดการลงทุนการจัดสร้างโครงข่าย 3G เพื่อให้มีความพร้อมทั้งด้าน Coverage และ Capacity เป็นรายแรก เพื่อเป็นNational Network Provider ซึ่งจะทำให้ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทีโอที จะวางแผนรับมือกับการแข่งขันในเรื่อง3G ให้ดีเช่นไร แต่ผลกระทบที่เกิดกับสัญญาให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่(2G) ปัจจุบันของทีโอทีก็ยังรุนแรง

ผู้ประกอบการที่รับสัมปทานอาจมีการโอนลูกค้า 2G ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิม ไปเป็นลูกค้าบนโครงข่ายใหม่ (3G) เนื่องจากต้องการลดต้นทุน เพราะภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่จะน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้ที่จะ ต้องจ่ายตามสัญญาร่วมการงานในอัตราการจ่ายส่วนแบ่งรายได้20%-30% ทั้งนี้ คาดว่าการจ่ายค่าใบอนุญาตใหม่ ประมาณปีละ 6.5% ของรายได้ (มาจากค่าใบอนุญาต 2.5% และค่า Universal Service Obligation Fund 4%)

การโอนลูกค้า 2G ที่เอกชนดูแลอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานเดิมไปเป็นลูกค้าบนโครงข่าย 3G ซึ่งจะทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของ ทีโอทีลดลงและที่สุดภาครัฐได้รับประโยชน์จากการดำเนินงานของทีโอทีในรูปของ ภาษีเงินได้และเงินปันผลลดลงตามไปด้วยโดยในปี 2551 ทีโอที ได้จ่ายภาษีเงินได้ 2,600 ล้านบาท เงินปันผล 5,500 ล้านบาท

นอกจากนี้อาจมีการนำทรัพย์สินของรัฐไปใช้ประโยชน์บนโครงข่าย3G เนื่องจากสัญญาสัมปทาน BTO คือ การสร้าง และ โอนให้รัฐ และให้เอกชนผู้รับสัมปทานมีสิทธิในการใช้ทรัพย์สินและสิทธิในการบริหาร จัดการ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะมีการนำอุปกรณ์ระบบ 3G มาติดตั้งเพิ่มเติมบนทรัพย์สินของโครงข่าย 2G เพื่อให้สามารถเปิดให้บริการโดยรวดเร็วยิ่งขึ้น ฉะนั้นมาตรการกำกับดูแล การควบคุมและการตรวจสอบจะซับซ้อนยิ่งขึ้น อาจมีข้อพิพาท และในที่สุดจะเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ทีโอที

อย่างไรก็ตาม ทีโอที ยืนยันว่าการออกใบอนุญาตดังกล่าวไม่กระทบต่อการแข่งขันในธุรกิจ 3G เนื่องจากทีโอทีได้วางแผนรองรับการแข่งขันไว้แล้ว แต่จะมีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ของ ทีโอที ซึ่งตามแผน Turnaround ของทีโอทีกำหนดให้โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G เป็นธุรกิจที่สำคัญในการลดการพึ่งพาส่วนแบ่งรายได้จากสัญญาอนุญาต/สัญญาร่วม การงาน ตลอดจนทดแทนรายได้ที่ลดลง

การเปิดบริการ 3G ของทีโอทีในวันที่ 3 ธ.ค. อาจเป็นการลบภาพฝันร้ายในอดีตของไทยโมบาย และเป็นการสร้างมิติใหม่ของการแข่งขันที่รัฐวิสาหกิจไทยจะสามารถยืดอกพกมือ ถือ 3G แข่งกับบริษัทสัมปทานรายใหญ่ได้ แต่ที่สำคัญมันจะเป็นการชี้ชะตา ชี้อนาคตของทีโอทีและตอกย้ำความมั่นใจของ ครม.ทั้งคณะที่อนุมัติให้ลงทุน 2 หมื่นล้านในการวางโครงข่าย 3G ทั่วประเทศว่าตัดสินใจถูกต้อง

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: