ทีโอทีฟุ้งโครงข่าย 3 จีเสร็จกว่า 90% 12 พ.ย.นี้ได้ชื่อผู้เช่าโครงข่าย

October 30, 2009

ทีโอที คุยโครงข่าย 3จี บนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ อัพเกรดเสร็จแล้วกว่า 90% เดินหน้าพิจารณาผู้เช่าใช้โครงข่ายแย้มมี 5 รายเข้าตา

นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 28 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้การอัพเกรดโครงข่ายสำหรับให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จีของทีโอทีบนคลื่นความถี่ 1900 เมกะเฮิรตซ์ ในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลทั้งหมด 548 สถานีฐาน ซึ่งจะเปิดให้บริการ 3จีวันที่ 3 ธ.ค.นี้ ล่าสุดอัพเกรดสถานีฐานแล้ว 514 สถานีฐานหรือคิดเป็น 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ ขณะที่การเปิดให้เอกชนมาเช่าใช้โครงข่ายเพื่อเปิดให้บริการ 3จี มีผู้ยื่นเอกสารเข้ามา 10 ราย โดยมี 5 รายที่มีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์เบื้องต้นที่ทีโอทีกำหนดคาดจะได้รายชื่อผู้ที่จะ เช่าโครงข่าย 3จีเพื่อให้บริการภายในวันที่ 12 พ.ย.นี้ โดยทีโอทีมีแผนที่จะนำโครงข่าย 3จีมาให้บริการเอง 20% ของโครงข่ายทั้งหมด ซึ่งการเปิดให้บริการจะใช้ชื่อ “ทีโอที โมบาย”

นายระเฑียร กล่าวต่อว่า ส่วนรายได้ของทีโอทีช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา พบว่าทีโอทีมีรายได้รวม 52,691 ล้านบาท ลดลง 988 ล้านบาทเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นรายได้สัมปทาน 15,901 ล้านบาท ลดลง 964 ล้านบาท จากปี 2551 อยู่ที่ 16,865 ล้านบาท ผลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่บริษัทมีรายจ่ายที่ 47,599 ล้านบาท ลดลง 1,800 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีกำไรรวม 5,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 811 ล้านบาท

สำหรับรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์สาธารณะและโทรศัพท์บ้านลดลงอย่างต่อ เนื่อง สวนทางกับรายได้บริการบรอดแบนด์ (อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ 8.9 แสนราย จากผู้ใช้โทรศัพท์บ้านของทีโอทีทั้งหมด 3 ล้านกว่าราย อย่างไรก็ตาม ทีโอทียังมีรายได้จากสัมปทานปีละ 2 หมื่นล้านบาท และยอมรับว่ารายได้จากการให้บริการ 3จีไม่สามารถทดแทนรายได้จากสัมปทานได้ต้องนำเงินจากส่วนอื่นมาทดแทน โดยเฉพาะรายได้จากการให้บริการบรอดแบนด์

Source: Daily News 30  Oct


ประมูล3Gลากยาวถึงปีหน้า ชี้สูญพันล้านUSต่อปี

October 30, 2009

เลื่อนประมูล 3G เป็น ก.พ.ปีหน้า เหตุรอกฤษฏีกาฟันธงอำนาจ กทช. พร้อมข้อสรุปเสียงประชาพิจารณ์ ด้านสมาคม GSM กระทุ้ง กทช.เร่งเดินหน้าประมูล 3G มั่นใจส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคม เศรษฐกิจประเทศในต่อเนื่องอีก 5 ข้างหน้า ดึงเงินลงทุนปีละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กระตุ้นจีดีพีขยายตัว 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ นายเซบาสเตียน เอ็ม คาเบลโล ผู้จัดการด้านกฎเกณฑ์ ฝ่ายนโยบายสาธารณะ สมาคมผู้ประกอบการจีเอสเอ็ม(The GSM Association หรือ GSMA) เปิดเผยในการสัมมนา Thailand on the Verge of 3G เมื่อวันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า หากประเทศไทยต้องล่าช้าในการเปิดให้บริการ 3G ออกไปอีก จะยิ่งมีแต่สูญเสียโอกาสทั้งต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมโดยตรง และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของแอลอีซีจี (LECG) บริษัทที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจระดับโลก ระบุว่า ถ้าไทยสามารถเปิดให้บริการ 3Gได้โดยเร็ว ก็จะเกิดผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 5 ปี (2553-2557) อย่างจะเกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ส่งผลให้สามารถกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจภายในประเทศ (จีดีพี) ถึง 2.3 พันล้านเหรียญสหรัฐและก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 80,000 ตำแหน่ง แต่ในทางกลับกันหากประเทศไทยยังล่าช้าในการเดินหน้า ประมูล 3G ก็จะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจถึง 2.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ นอก จากนี้ เทคโนโลยี 3G ยังช่วยสร้างความสามารถในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมชนบทห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงการศึกษา การจ้างงาน ตลอดจนก่อให้เกิดการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ ด้านนายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.กล่าวว่า กทช.จะมีการประชุมบอร์ดเพื่อหารือกันในวันที่ 4 พ.ย.เรื่องอำนาจหน้าที่ของกทช.ตามรัฐธรรมนูญซึ่งกทช.ต้องทำหนังสือถามไปยัง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอาจไม่มีอำนาจในการตีความเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเรื่องความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ กทช.จะทำควบคู่ไปกับการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) การจัดสรรคลื่นความถี่ 3G อีกครั้งในวันที่ 12 พ.ย.ที่จะถึงนี้ โดยการเปิดรับฟังความคิดเห็นดังกล่าว ส่งผลให้กรอบระยะเวลาการเปิดประมูลใบอนุญาต (ไลเซ่นส์) 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ของกทช. ต้องเลื่อนไปเป็นช่วงเดือนก.พ. 2553 จากกำหนดเดิมคาดว่าจะเปิดประมูลได้ต้นเดือนธันวาคมปีนี้ ทั้งนี้ เนื่องจากในการเปิดเวทีประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา มีหลากหลายความคิดเห็นที่กทช.ต้องนำมาทบทวนและเพิ่มเติมรายละเอียด แต่คาดว่าจะสามารถประกาศร่างหลักเกณฑ์ดังกล่าว และจัดทำหนังสือชี้ชวนนักลงทุนให้แล้วเสร็จได้ภายในปีนี้ เพื่อให้เป็นไปตามแผนแม่บทที่ กทช.จัดทำขึ้น กรอบเวลาดังกล่าวทำให้ผู้สนใจมีเวลาในการตัดสินใจร่วมประมูลเพิ่มจากเดิมภาย ใน 30 วัน เป็น 45-60 วัน นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส กล่าวว่า หากมีการเปิดให้บริการ 3G ก็จะเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการใช้งานด้านสื่อสารข้อมูลมากขึ้น ปัจจุบันบริการสื่อสารข้อมูลมีอัตราเติบโต 70 % เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาภาค เอกชนรอไลเซ่นส์ 3G มาไม่ต่ำกว่า 4 ปีแล้ว ดังนั้น หากกำหนดเวลาจะล่าช้าออกไปสัก 1-2 เดือน ก็เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะการเปิดให้บริการ 3G เชิงพาณิชย์น่าจะเริ่มได้ปลายปี 2553 อยู่แล้ว ‘ผม ต้องการให้กทช.ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และต้องมีความชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับกฎหมาย ซึ่งการเปิดประชาพิจารณ์ในวันที่ 12 พ.ย.นี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์เพิ่มเติมซึ่งเอไอเอสก็พร้อมจะ ปฏิบัติตาม ขอแค่ได้ไลเซ่นส์ 3Gก็พอ’ นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค กล่าวว่า หวังว่าการเปิดประชาพิจารณ์รอบที่ 2 นี้ จะได้ข้อสรุปในทุกๆประเด็น ที่ยังมีข้อสงสัย ซึ่งดีแทคให้การสนับสนุนกทช.เต็มที่ในการออกไลเซ่นส์ 3G แต่อยากให้รัฐบาลคำนึงถึงประโยชน์ในอนาคต มากกว่าการเก็บค่าไลเซ่นส์ในราคาที่สูงเพียงอย่างเดียวเนื่องจากเอกชนจะต้อง มีต้นทุนในการวางโครงข่ายอีก

Source: Link


ความเห็นแย้งจาก หนึ่งในกทช: กทชอาจทำผิดกฎหมายถ้าจัดประมูล 3G

October 30, 2009

1

2

3

4


ระบบ 3 จี !?!

October 29, 2009

ช่วงประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ประเด็น “การสื่อสารระบบโทรคมนาคม 3 จี (3G)” หรือมักเรียกกันว่า “โทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3” เป็นประเด็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากแทบทุกวงการ เนื่องด้วย”คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กทช.)” กำลังเร่งดำเนินการที่จะให้มีการเปิดประมูลโครงการ 3 จี ในเร็วๆ นี้

ว่ากันตามความเป็นจริงแล้ว เราๆ คนไทยทุกคนไม่ค่อยมีความรู้ความเข้าใจ จนถึงขั้นสนใจโครงการโทรศัพท์เคลื่อน 3 จี มากมายนัก แม้กระทั่ง”แสงแดด” เองก็เคยได้ยินได้ฟังมาบ้าง แต่ก็เข้าข่าย”เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา” ไม่สามารถตอบ และ/หรือวิพากษ์วิจารณ์ได้มากน้อยเท่าใด แต่ในช่วง 1 เดือนกว่าๆ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมา เมื่อเริ่มมีการจัดเวทีในส่วนของ”ภาครัฐ” และ “กทช.” จนกระหึ่มเต็มพิกัด เมื่อ“บิ๊กบอสของเครือ”อย่าง”คุณศุภชัย เจียรวนนท์” ได้ออกมาขย่มรัฐและ กทช. ซะน่วมไปเลย!ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี เป็นระบบเครือข่ายโทรคมนาคมและการสื่อสารแบบบรอดแบนด์ระดับสูง ที่หลากหลายประเทศทั่วโลกได้ใช้กันมายาวนานหลายปีดีดักแล้ว น่าจะประมาณเกือบ 10 กว่าปีแล้วทีเดีย

แม้กระทั่งเพื่อนบ้านเราอย่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศกัมพูชา ก็ยังมีการใช้ระบบ 3 จีกันไปเรียบร้อยแล้ว แต่บ้านเรายังมัวแต่”ยึกๆ ยักๆ!”ตั้งท่ารำไหว้ครูมาตั้งแต่ปี 2549 เรื่อยมา

ว่าไปแล้ว หน่วยงานของรัฐ ไม่ว่า”ทีโอที-แคทเทเลคอม” ได้รับการจัดสรรคลื่น 3 จี มาตั้งแต่ปี 2543 นานโขมาแล้ว ยังไม่ได้ดำเนินการกันไปถึงไหนเลย จนกระทั่งรัฐบาลลาวและรัฐบาลกัมพูชา ยังสะกิดถามรัฐบาลไทยเลยว่า “จะให้ช่วยเหลืออะไรมั้ย!?!”เหตุผลที่ “กรณี 3 จี” เกิดมาดังกระหึ่มเอาในช่วงนี้ ได้เกิดการเร่งให้มีการประมูล จนกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที : ICT) ได้เริ่มออกมากระตุ้นรัฐบาลและหน่วยงานหลักทั้งสอง”TOT-CAT Telecom” ให้เร่งดำเนินการตรวจสอบประมูลโครงการ 3 จี เสียใหม่ หลังจากที่ไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรใดๆ เลยมานานนับ 10 ปีทีเดียว

รัฐมนตรีฯ กระทรวงไอซีที “คุณนก” ระนองรักษ์สุวรรณฉวี จึงพยายามสร้างความเข้าใจ ด้วยการพยายามผลักดันให้โครงการนี้ได้เดินหน้าเสียทีในยุคนี้เพราะยิ่งนับ วันก็ยิ่งช้า ราคาแพงสูงลิ่ว ส่งผลกระทบ”ผู้บริโภค” อย่างเราๆ เท่านั้นยังไม่พอ”ระบบเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร” นับวันจะพัฒนาไปไกลมากยิ่งขึ้นแม้แต่ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างลาว กัมพูชา และประเทศอื่นๆ จะรุดหน้าล้ำประเทศไทยไปไกลโข

“ระบบ 3G” คือ เป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 หรือ “Third Generation” หรือเรียกย่อว่า “3G อุปกรณ์การสื่อสารยุคที่ 3” เป็นอุปกรณ์ที่ผสมผสานการนำเสนอข้อมูล และเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกันเช่น “PDA : Personal Digital Assistant” โทรศัพท์มือถือ Walkman, กล้องถ่ายรูป และ อินเทอร์เน็ต

ลักษณะการทำงานของ 3G มีช่องสัญญาณความถี่ และความจุในการรับส่งข้อมูลที่มากกว่า เร็วกว่าทำให้ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลแอปพลิเคชันรวมทั้งบริการระบบ เสียงดีขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้บริการมัลติมีเดียได้เต็มที่ และสมบูรณ์แบบขึ้น เช่นส่งแฟกซ์, โทรศัพท์ต่างประเทศ, รับ-ส่งข้อความที่มีขนาดใหญ่, ประชุมทางไกลผ่านหน้าจออุปกรณ์สื่อสาร,ดาวน์โหลดเพลง, ชมภาพยนตร์แบบสั้นๆ

เทคโนโลยี 3G ช่วยให้ชีวิตประจำวันสะดวกสบายและคล่องตัวขึ้น โดยโทรศัพท์เคลื่อนที่เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์แบบพกพา, วิทยุส่วนตัว และกล้องถ่ายรูป ผู้ใช้สามารถเช็กข้อมูลใน account ส่วนตัว เพื่อใช้บริการต่างๆ ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ เช่น selfcare (ตรวจสอบค่าใช้บริการ), แก้ไขข้อมูลส่วนตัว และใช้บริการข้อมูลต่างๆ เช่น ข่าวเกาะติดสถานการณ์, ข่าวบันเทิง, ข้อมูลด้านการเงิน, ข้อมูลการท่องเที่ยว และตารางนัดหมายส่วนตัวแบบ”เปิดรับตลอดเวลา!” เรียกว่า ไม่จำเป็นต้องมี”โน้ตบุ๊ก (Notebook)” พกพาติดตัวอีกต่อไป

คุณสมบัติหลักของ 3G คือ มีการเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายของ 3G ตลอดเวลาที่เราเปิดเครื่องโทรศัพท์ (always on) คือไม่จำเป็นต้องต่อโทรศัพท์เข้าเครือข่าย และ log-in ทุกครั้งเพื่อใช้บริการรับส่งข้อมูล

การเสียค่าบริการจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเรียกใช้ข้อมูลผ่านเครือข่ายเท่านั้น โดยจะต่างจากระบบทั่วไปที่จะเสียค่าบริการตั้งแต่เราล็อกอินเข้าในระบบเครือ ข่ายอุปกรณ์สื่อสารไร้สายระบบ 3G สำหรับ 3G อุปกรณ์สื่อสารไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โทรศัพท์เท่านั้น แต่ยังปรากฏในรูปแบบของอุปกรณ์สื่อสารอื่น เช่น Palmtop,Personal Digital Assistant (PDA), Laptop และ PC

จริงๆ แล้ว”ระบบ 3G” มิใช่ระบบใหม่ถอดด้ามเอี่ยมอ่อง ที่เราจะต้องมาตื่นเต้นกันมากมายนักเพราะประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลกเขามีใช้ กันโดยทั่วไปและใช้มานานไม่ต่ำกว่า 4-5 ปีกันแล้ว ญี่ปุ่น สหรัฐฯและประเทศอื่นๆ เขากำลังจะก้าวกระโดดสู่ระบบ 4G 5G กันแล้ว เพราะระบบ 3G อาจจะล้าสมัยไปแล้วก็ได้

กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน (Asean) มีระบบ3G ใช้กันหมดแล้ว ยกเว้น”ประเทศไทย” กับ”สหภาพพม่า” เท่านั้น ที่ยังย่ำอยู่กับระบบ 2G และ2.5G จน “แสงแดด” มีความรู้สึก “หน้าชา!” อย่างมาก ที่ประเทศไทยอย่างเราที่มีอัตราการเจริญเติบโตทุกด้าน ไม่ว่า เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง (ที่ลุ่มๆดอนๆ ไม่ค่อยพัฒนามากมายนัก) ยังคง”ล้าหลัง-ต้วมเตี้ยม!”

สาเหตุสำคัญเกิดจากการ”เตะถ่วง!” ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจจะเป็น”กทช. : คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรืออาจจะเป็นหน่วยงานของรัฐเสียเอง ซึ่งอาจดูเสมือนว่า พยายามให้การประมูลมีความล่าช้าไปเสียก่อน ด้วยเกรงว่า”รายได้”ของหน่วยงานทั้งสอง”ทีโอที-แคท เทเลคอม” จะขาดหายไปเยอะ แต่คงไม่สำคัญเท่ากับว่า”ต่างชาติฮุบ!” น่าจะเป็นประเด็นหลักเช่นเดียวกันรัฐมนตรีฯ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อาจจะหวั่นวิตกกับกรณีดังกล่าวข้าวต้นจึงพยายามให้การประมูลชะลอไปก่อน จนกว่าจะได้มีการสดับตรับฟังจากทุกภาคส่วนของสังคม จนในที่สุด”การประมูล” ก็ต้องเลื่อนออกไประยะหนึ่ง เพื่อรอฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย

ว่าไปแล้ว”ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G” เป็นระบบทันสมัยที่ประเทศไทยเราควรจะมีใช้มานานแล้ว เพียงแต่ประเด็นสำคัญ 2 ประเด็น ที่ทุกฝ่ายต่างออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันจนสังคมได้มีโอกาสรับรู้เสียเป็นส่วน ใหญ่

กล่าวคือหนึ่ง “ราคาการประมูลสัมปทาน” อาจจะแพงสูงลิ่ว ซึ่งขณะนี้ตัวเลขอาจจะอยู่ที่หลัก 30,000-50,000 ล้านบาท ซึ่งสูงอยู่แล้ว แต่ถ้าชะลอกันไปมากกว่านี้ ราคาประมูลอาจจะไปแตะที่ระดับแสนล้านบาทก็เป็นได้

ในกรณีนี้ เราลองตรึกตรองดูว่า ถ้าราคาการประมูลสัมปทานแพงลิบลิ่วเช่นนี้”บริษัทคนไทย”กันเองจะมีความ สามารถประมูลสู้ได้หรือไม่ และไม่สำคัญเท่ากับว่า “ใครแบกภาระค่าใช้จ่าย” ซึ่งรับรองได้เลยว่า “หนีไม่พ้นผู้บริโภค” ซึ่งก็คือ “ประชาชน”นั่นเอง!

สอง “บริษัทต่างชาติ” ที่มีอยู่สองบริษัทในไทยปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะอ้างว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ต่างๆเป็น “บริษัทคนไทย” ซึ่งต้องเถียงว่า “ไม่ใช่!” เพราะเป็น “บริษัทนอมินี” ให้แก่ “บริษัทต่างชาติ” ทั้งนั้นทั้ง “….เส็ก และ …..นอ” ที่มีพละกำลังด้านทุนอย่างมหาศาล ที่สามารถประมูลได้สูงถึงหลักแสนล้านบาทอย่างแน่นอน

แต่ประเด็นสำคัญในกรณีนี้ เป็น”กรณีความมั่นคง” ที่แทบทุกประเทศทั่วโลก ไม่ยอมให้บริษัทต่างชาติมาฮุบ “กิจการโทรคมนาคม-การสื่อสาร” ไปอยู่ในครอบครองเด็ดขาด หรือพูดอย่างง่ายๆ ก็หมายความว่า ไม่ต้องการให้มี”การล้วงความลับ!” ของประเทศชาติไป

กรณีการเดินหน้ากับ”โครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G” เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและสลับซับซ้อนอย่างมาก ทั้งในประเด็นของ”ราคาค่าประมูล-ค่าตั๋ว”ที่ถ้าสูงเกินไป บริษัทคนไทยไม่มีน้ำยา และถ้าประมูลได้ ผู้บริโภคอย่างเราต้องแบกภาระ

หรือ ถ้าบริษัทต่างชาติฮุบทรัพยากรของรัฐไปได้ประเด็น “ความมั่นคง” เป็นประเด็นที่ล่อแหลมมากๆรัฐบาลสมควรจะดำเนินการ กำหนดเงื่อนไขการประมูล ตลอดจนราคาการประมูลสัมปทาน พร้อมทั้งองค์ประกอบของสัดส่วนในการเข้าไปมีส่วนของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยว ข้อง ทั้งทีโอทีกับแคท เทเลคอมโดยมีกฎเกณฑ์จาก กทช. ในการกำกับดูแล

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่สุดมี 3 ประเด็น กล่าวคือหนึ่ง ต้องเป็นบริษัทไทย มิใช่บริษัทต่างชาติ และ/หรือ”นอมินี”สอง ภาครัฐต้องมีส่วนและบทบาทในการกำกับดูแลร่วมกับภาคเอกชน และสาม ราคาค่าประมูลต้องสมเหตุสมผล โดยที่ทุกฝ่ายต่างได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า และไม่เป็น “ภาระประชาชน”ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยเราสมควรมี”ระบบ3G” ได้ใช้กันแล้ว โดยไม่ต้องให้เพื่อนบ้านเราแอบแสยะยิ้ม เย้ยหยันอยู่ในใจ!

Source: คอลัมน์ พระอาทิตย์สาดส่อง ASTVผู้จัดการรายวัน


อุ๊ยต๊าย!! ถ้า3G เกิด.. รัฐเสียรายได้…???!!!

October 29, 2009

ความเผ็ดร้อนของกระแสทั้งจากฝ่ายผลักดันและฝ่ายยื้อยุดแผน การออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3G ในประเทศไทย ยังคงอยู่ แม้วันเวลาหลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ “3G and Beyond” ครั้งแรก โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะผ่านมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ การแสดงความคิดเห็นนอกรอบของหน่วยงานและคณะบุคคลต่างๆ ยังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกล่าวได้ว่า ก่อนจะถึงวันเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งที่ 2 ที่น่าจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนก็น่าจะงัดประเด็นหลักมาต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึง ขิง

กล่าวได้เลยว่า สถานการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการเตรียมจัดสรรความถี่3Gและเปิดประมูลlicense กลายเป็น”วาระแห่งชาติ”ไปแบบ ไม่ตั้งใจ!!!

เขียนเสือให้วัวกลัว

ภายหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็น 3G and Beyond ครั้งแรกเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่แทบจะชะงักการเดินหน้าของธุรกิจ 3G ในประเทศไทย กับข่าวที่ว่าภาครัฐจะต้องสูญเสียรายได้อย่างมโหฬาร หากเอกชนที่ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ภายใต้สัญญาสัมปทานกับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งคือ TOT และ CAT ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G พูดง่ายๆ ก็คือกลัวกันว่าทันทีที่ผู้ให้บริการเอกชนได้รับใบอนุญาต 3G ก็จะเกิดอาการปีกกล้าขาแข็ง เนรมิตสร้างโครงข่าย 3G ขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วถ่ายโอนลูกค้า 2G ของตน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นลูกค้าของ TOT หรือ CAT ซึ่งเอกชนเหล่านั้นมีเพียงสิทธิในการให้บริการ โอนไปเป็นลูกค้าในโครงข่าย 3G ของตนเอง รายได้ที่เอกชนต้องส่งคืนรัฐวิสาหกิจภายใต้สัมปทาน 2G ก็จะลดน้อยถอยลงอย่างมหาศาล ถึงกับกล่าวว่ามองโดยภาพรวม หากเอกชนทั้ง 3 ราย คือ AIS, DTAC และ True Move ประมูลได้ใบอนุญาต 3G และโอนย้ายลูกค้าทั้งหมดไปเป็นของตน รัฐจะเสียรายได้ถึง 3.3 แสนล้านบาท…

จริงเท็จประการใด ลองตั้งสติทบทวนตามหลักของเหตุและผล

ข้อที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ที่ผู้ประกอบการเอกชนจะสามารถสร้างโครงข่าย 3G ได้ภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อให้มีพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศเทียบเท่าโครงข่าย 2G ที่กว่าจะมีสถานีฐานเท่าที่เห็นในปัจจุบันก็ต้องใช้เวลานับ 10 ปี แถมยังได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือด้านการจัดหาอาคารสถานที่ โครงข่ายเชื่อมต่อ (Transmission) จากทั้ง TOT และ CAT กระนั้นยังต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับการสร้างโครงข่าย 3G ด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อได้ว่า ทั้ง AIS, DTAC และ True Move ย่อมไม่ได้รับความร่วมมืออะไรมากมายนัก (หรือจะนับว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือแน่ๆ ก็ได้) จากรัฐวิสาหกิจทั้งสองรายในการสร้างโครงข่าย 3G

โครงข่าย 3G จึงต้องใช้เวลานานอย่างน้อยก็ต้อง 2 ปี เพื่อให้ได้พื้นที่ครอบคลุมครึ่งหนึ่งของการกระจายตัวประชากร ซึ่งส่วนหนึ่งต้องถือเป็นการเร่งมือสร้างเพื่อให้สอดรับกับข้อบังคับของ กทช. ซึ่งหากสอบถามจากตัวผู้ให้บริการภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ก็ต้องบอกว่างานนี้ “ยิ่งกว่าหิน”

ข้อที่ 2 ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แม้ปัจจุบันจะมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ จำนวนไม่น้อยที่พร้อมรองรับบริการจากโครงข่าย 3G ควบคู่ไปกับ 2G แต่หากช่วง 3-4 ปีแรก หลังการออกใบอนุญาต 2G บรรดาบริษัทเอกชนยังมะงุมมะงาหรากับการเร่งสร้างโครงข่ายสถานีฐาน สัญญาณก็ยังไม่ต่อเนื่อง ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งมีช่องโหว่ของสัญญาณอยู่มากมาย บริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมไม่อาจเร่งรัดโอนย้ายลูกค้า 2G ของตนมายังโครงข่าย 3G ได้เป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งลูกค้าที่โอนย้ายมายังโครงข่าย 3G แล้ว ในแต่ละวันก็ยังมีโอกาสที่จะต้องข้ามกลับไปใช้งานยังโครงข่าย 2G ได้ทุกเมื่อ หากขาดสัญญาณจากโครงข่าย 3G ซึ่งทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าเหล่านี้ใช้งานผ่านโครงข่าย 2G ก็ยังคงเป็นรายได้ที่นำไปคิดส่วนแบ่งกลับคืนให้กับ TOT หรือ CAT ยังไม่นับถึงราย
ได้ที่เกิดจากการใช้งานของลูกค้าที่ไม่สมัครใจโอนเป็น ลูกค้า 3G อีกไม่น้อย เงินสุทธิก้อนนี้จะยังคงเป็นรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐต่อไปอย่างน้อยก็อีก 4 ปี นับจากวันที่บริษัทเอกชนได้รับใบอนุญาต 3G

ข้อที่ 3 แล้วรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง เข้าใจว่าตนเองมีหน้าที่อะไรในแผ่นดินนี้??? ในเมื่อ TOT ก็มีสิทธิและกำลังสร้างโครงข่าย 3G ที่มีความเร็วสื่อสารระดับ HSPA ของตนเองอยู่ ขณะที่ CAT ก็มีโครงข่าย CDMA2000 ซึ่งก็ถือเป็นเทคโนโลยี 3G ชั้นดี เชื่อได้ว่าคำถามนี้ย่อมพบกับคำตอบเชิงตัดพ้อจากผู้คนภายในทั้งสองหน่วยงาน ทำนองว่า รัฐวิสาหกิจขาดความคล่องตัว จะลงทุนแต่ละครั้งต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาล ไม่เจนจัดเรื่องการทำตลาด สู้ภาคเอกชนไม่ได้ มีปัญหาภายในองค์กร ฯลฯ ยิ่งพูดก็ยิ่งสะท้อนนัยที่ไม่น่าให้อภัย !!ความจริงแล้ว รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งต่างก็มี”ของดี”อยู่กับตัว แต่ไม่มีแม้แต่ศักยภาพที่จะพัฒนาของดีเหล่านั้นให้เลี้ยงตัวเองได้ เป็นที่น่าอนาถใจ

ข้อที่ 4 รายได้ที่หวั่นเกรงกันว่าจะหายจากภาครัฐทันทีที่บริษัทเอกชนเริ่มให้โครง ข่าย 3G ของตนเอง แท้จริงแล้วหายไปมากน้อยเท่าไร หรืออันที่จริงแล้วอาการเงินหายนั้นเกิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่ก่อนแล้ว ลองมาพิจารณาข้อเท็จจริงด้านเงินๆ ทองๆ ที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังแสดงในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 เกี่ยวกับเงินส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนได้นำส่งให้หน่วยงานรัฐสาหกิจทั้งสอง ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน โดย TOT ได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้ จาก AIS ในขณะที่ CAT ได้รับจาก DTAC และ True Move

ตารางที่ 1 : รายรับที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน กำไรสุทธิ และยอดรายได้ที่ TOT นำส่งคลัง

tj01_281009

 

 

 

 

 

ที่มา : รายงานประจำปีของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์
รายงานประจำปีของ TOT ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์

ตารางที่ 2 : รายรับที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน กำไรสุทธิ และยอดรายได้ที่ CAT นำส่งคลัง

tj02_281009

 

 

 

 

 

ที่มา : รายงานประจำปีของ CAT ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์

สำหรับ TOT ข้อมูลในตารางที่ 1 สะท้อนให้เห็นว่า รายได้ที่จัดเก็บจากค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแต่ละปียังสูงกว่าผลกำไร ที่ TOT ประกาศ นั่นหมายความว่าเงินที่นำส่งกระทรวงการคลัง ย่อมต้องน้อยยิ่งกว่ากำไรเสียอีก นั่นหมายความว่าอะไร? TOT นำเงินที่ทาสในเรือนเบี้ยของตนนำส่งอย่างซื่อสัตย์ไปทำอะไรทุกปี เหลือกำไรเพียงน้อยนิด เงินที่เจียดกลับไปให้หลวงพลอยต่ำอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ. 2551 เงินส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทาน AIS โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณปีละ 18,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมส่วนแบ่งรายได้จากกิจการโทรศัพท์พื้นฐานของ TRUE และ TT&T และรายได้จากการให้บริการของ TOT เอง ซึ่งน่าจะต้องเป็นรายได้หลัก ตัวเลขรายได้รวมย่อมต้องมีมูลค่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แต่เมื่อ
พิจารณาถึงผลประกอบการของ TOT กลับปักหัวดิ่งลงอย่างเต็มไปด้วยข้อกังขา

TOT นำเงินรายได้ไปทำอะไร ทั้งๆ ที่ก็ไม่พบว่ามีบริการใหม่ๆ แต่ประการใด คุณภาพของบุคลากรและการให้บริการก็ยังไม่มีการพัฒนา จนแทบจะมองว่าแท้จริงแล้วรายได้หลักของ TOT ก็คือรายได้จาก AIS คิดต่อไปถึงเงินก้อนโตนั้น เหลือเศษเงินเล็กน้อย ใน พ.ศ. 2550 รายได้ส่งเข้าคลังของ TOT คือ 1,002 ล้านบาท เทียบกับเฉพาะรายได้จาก AIS 18,196 ล้านบาท เท่ากับว่ามีเงินเหลือเข้ารัฐบาลจริงเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ตนจัดเก็บจาก AIS !!!!!

สำหรับ CAT เอง แม้ส่วนแบ่งรายได้จากทั้ง DTAC และ True Move รวมกันแล้วนับว่าต่ำกว่ารายได้จากสัญญาสัมปทานที่ TOT ได้รับจาก AIS เพียงรายเดียว กลับนับว่ามีสัดส่วนการส่งเงินคืนภาครัฐได้ดีกว่า TOT อย่างมาก แต่ภาพแห่งความจริงที่แสดงออกมาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็สอดรับตรงกันว่าแท้จริงแล้วเงินที่บริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 2G จ่ายคืนให้ภาครัฐตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน เกิด “หล่น” ขึ้นระหว่างทางอย่างมโหฬารมาตลอดนับตั้งแต่อดีต เหลือกลับเข้ากระเป๋าภาครัฐจริงเพียงเศษกระพี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนในลักษณะของการสร้างกระแส “ปล้นชาติ” ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ละเลยการพูดความจริงเรื่องนี้…

กำไรที่เห็นๆ แต่กลับไม่พูดถึง

มองไปข้างหน้า ทุกคนในแวดวงโทรคมนาคมทราบกันดีว่า สัญญาสัมปทานของภาครัฐที่มีต่อบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายกำลังใกล้จะจบลง เริ่มจากสัมปทาน True Move ที่จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2556 ตามด้วยสัมปทาน AIS ใน พ.ศ. 2558 และ DTAC ใน พ.ศ. 2561 ปัจจุบันส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนทั้ง 3 รายต้องส่งคืนภาครัฐก็มาถึงอัตราขั้นสูงสุดกันแล้ว รายได้ของผู้ประกอบการก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ ไม่ว่าจะมองในมุมของฐานลูกค้าที่อิ่มตัว การตัดราคา รวมไปถึงรูปแบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ย่ำอยู่กับที่หากยังไม่มีการเปิด ให้บริการ 3G ทำนายได้เลยว่าส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนทั้ง 3 รายพึงส่งคืนภาครัฐก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากตารางที่ 1 และ 2 อีกแล้ว และเมื่อถึงจุดหนึ่งรายได้ที่เอกชนต้องส่งคืนก็คงต้องขาดหายไป (อาจจะพร้อมๆ กับการ
ปิดประตูอนาคตของเอกชน หากยังไม่มีการเปิดให้บริการ 3G อีก) อย่าลืมว่ารายได้เข้ารัฐวิสาหกิจไม่เท่ากับรายได้เข้ารัฐแน่ๆ เม็ดเงินเข้ารัฐจะเหลือเพียงเท่าใด อาจคำนวณได้ง่ายๆ โดยใช้เพียงการคำนวณบัญญัติไตรยางค์

กำไรที่เห็นๆ ว่าจะเข้ากระเป๋าภาครัฐ อันเนื่องมาจากการออกใบอนุญาตและส่งเสริมให้มีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G กลับเป็นสิ่งที่พูดคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมแม้แต่จะพูดถึง เริ่มจากเงินค่าประมูลความถี่ซึ่งคาดการณ์กันว่ารวมๆ ทุกใบอนุญาตรวมกันแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท และเป็นเงินที่เข้ารัฐทันทีที่มีการออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ให้กับผู้ชนะ ประมูล 3G หากรอเก็บส่วยผ่าน TOT และ CAT คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ( อีก 5 ปีข้างหน้าก็ไม่มีเอกชนอยู่เหลือให้เก็บส่วยอีกแล้ว หากยังไม่มีการเปิดธุรกิจ 3G)

กำไรประการที่สอง ก็คือ เงินจัดเก็บรายปีจากค่าใบอนุญาตประกอบกิจการ รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการแบบทั่วถึง (USO หรือ Universal Service Offering) รวมกันอีก 6.5 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ของผู้ให้บริการโครงข่าย 3G แต่ละราย มีบทบังคับใช้ต่อเนื่องจนถึงวันสิ้นอายุของใบอนุญาต ในขณะที่หากไม่มีการให้บริการ 3G รายได้เข้ารัฐผ่านระบบสัมปทานกำลังทยอยกันหมดอายุขัยลงในปี พ.ศ. 2556, 2558 และ 2561 ตามลำดับ

ยังไม่นับถึงกำไรที่เกิดจากผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ เช่น การลงทุนโครงข่ายและเทคโนโลยีที่เสริมการให้บริการ 3G ซึ่ง กทช. จะสามารถออกใบอนุญาตอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก คาดกันว่า 5 ปีหลังจากการเริ่มให้บริการ 3G จะมีบริษัทจำนวนมากทะยอยกันจดทะเบียนให้บริการเสริมผ่านโครงข่าย 3G สร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจโทรคมนาคมไทยอีกหลายแสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปคำนวณผ่านระบบภาษีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ถือเป็นรายได้ที่ไม่อาจพบได้หากยังไม่มีการเปิดให้บริการ 3G

การทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามหลักเหตุและผลในเชิงธุรกิจ โดยปราศจากอคติ และลบภาพที่บิดเบือนซึ่งมีผู้เสียผลประโยชน์วาดไว้ให้กับวงการโทรคมนาคมไทย จะทำให้เข้าใจและตระหนักได้แน่ชัดถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ก้าวเข้าสู่ยุคการสื่อสารแบบ 3G ซึ่งเป็นเพียงครรลองปกติของการพัฒนาทางเทคโนโลยี โชคร้ายเพียงแต่ครรลองดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบให้กับผลประโยชน์ของใครบาง คน…

Source: เทเลคอมเจอร์นัล


กทช.ยันเดินหน้า3จีต่อ ไม่เกี่ยวครม.เศรษฐกิจ

October 29, 2009

กทช. ระบุไม่ต้องรายงาน ครม.เศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ คลัง-ไอซีที หาทางรอดทีโอที-กสท เดินหน้าจัดประชาพิจารณ์ตอบข้อสงสัย และประมูล 3จี ต่อ

นาย ประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการ คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวหลังการประชุมบอร์ดวานนี้ (28 ต.ค.) ว่า กทช. ไม่มีหน้าที่ต้องทำรายงานเสนอให้ ครม.เศรษฐกิจ เพราะข้อเป็นห่วงที่ ครม.เศรษฐกิจมี ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับแนวทาง 3จีของ บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท โทรคมนาคม ในฐานะรัฐวิสาหกิจภายใต้สังกัดกระทรวงการคลังและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ขณะที่ กทช. ดูภาพรวมการแข่งขันทั้งหมด

ส่วน ข้อสังเกตที่นายกรัฐมนตรีเป็นห่วง เช่นการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกันของผู้ประกอบการที่รับใบอนุญาตและรับจัด สรรคลื่นความถี่ใหม่ เป็นเรื่องที่ กทช.จะรับมาพิจารณาและกำหนดเป็นประเด็นในการรับฟังความคิดเห็นวันที่ 12 พ.ย. นี้

นอกจากนี้ กทช. ได้ไปร่วมงานสัมมนากับคณะกรรมาธิการวุฒิสภาประเด็นเรื่อง 3จี ก็มีความเห็นออกมา 2 แนวทาง คือ 1.หาก กทช. ไม่ดำเนินการถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ถูกฟ้องร้องได้ และ 2.กทช. ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ ถูกฟ้องร้องได้เช่นกัน ดังนั้น กทช. จึงถือแนวทางว่าทำงานตามกรอบนโยบายที่วางไว้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมจัดสรรคลื่นความถี่ แต่ ณ เวลานี้ยังไม่มีอะไรที่เป็นมติชัดเจน เพราะยังต้องรอการประชาพิจารณ์อีกครั้ง

จากกรอบการทำงานในปัจจุบัน คาดว่าจะสามารถประกาศหนังสือเชิญชวนเข้าร่วมประมูล (ไอเอ็ม) เพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ใหม่ได้ก่อนเดือนธ.ค. แต่การประมูลจริงจะเริ่มได้ทันหรือช้ากว่ากำหนดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น การกำหนดระยะเวลาก่อนเริ่มประมูลหลังจากประกาศไอเอ็ม ประเด็นกฎหมายกรณีมีผู้ฟ้องร้องศาลปกครอง และ หากมี กทช. ใหม่เข้ามาก่อนประกาศไอเอ็ม อาจมีผลต่อระยะเวลาเริ่มประมูล

พร้อมกัน นี้ ที่ประชุมได้อนุมัติการประชาพิจารณ์วันที่ 12 พ.ย. และกำหนดประเด็นประชาพิจารณ์ที่สำคัญ เช่น การใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วมกัน ให้ตกลงกัน หรือบังคับให้ทุกรายต้องใช้ร่วมกัน ข้อกำหนดการขอใช้ของผู้ให้บริการเอ็มวีเอ็นโอ การชำระเงินประมูล เช่น ชำระครั้งเดียว, แบ่งชำระ 50% เวลา 6 เดือน หรือ 50% และ 25%


พาวเวอร์เวฟลงทุน1.9พันล.รับ 3จีไทยเฟื่อง

October 28, 2009

“พาวเวอร์ เวฟ” กลุ่มทุนจากอเมริกา ฉวยโอกาสเทคโนโลยี 3G กำลังแจ้งเกิด ขยายฐานบุกเมืองไทย ทุ่มเงิน 120 ล้านบาทตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี ผลิตอุปกรณ์สื่อสารไร้สายแบบครบวงจร พร้อมลงทุนวัตถุดิบอีก 1.9 พันล้านบาท ผู้บริหารเตรียมบินด่วนเปิดตัวอย่างเป็นทางการดีเดย์ 4 พ.ย.นี้ แหล่งข่าวจาก บริษัท พาวเวอร์เวฟ เทคโนโลยี จำกัด หรือ “PWAV” (Power wave Technologies, Inc.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ขณะนี้ PWAV ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ขยายฐานการผลิตเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยใช้งบลงทุนในการสร้างโรงงาน มูลค่า 120 ล้านบาท ที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง จ.ชลบุรี และ ใช้เงินลงทุนอีก 1.9 พันล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์วิทยุไร้สาย สำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย “wireless network” แบบครบวงจร อาทิ อุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเสาแอนแทนนา (Antenna Systems) ระบบของสถานีส่งสัญญาณ (Base Station Systems) และ เสากระจายสัญญาณ (Coverage Systems) รวมทั้งเป็นผู้นำเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารแบบใหม่ โฟร์จี (4G) ได้แก่ WiMAX ( Worldwide Interoperability for Microwave Access ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายความเร็วสูง) และ LTE หรือ( Long Term Evolution: เป็นเทคโนโลยีเพื่อรองรับการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูง โดยมีอัตราความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสูงถึง 100 เมกะบิตต่อวินาที และอัตราความเร็วในการอัพโหลดข้อมูลถึง 50 เมกะบิตต่อวินาที) เหตุผลที่ PWAV เข้ามาขยายการลงทุนในครั้งนี้ เนื่องจากอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวเห็นได้จากภายใน เร็ว ๆ นี้ ประเทศไทยกำลังเตรียมแผนขยายการลงทุนโทรศัพท์เคลื่อนที่จากระบบ 2G พัฒนาไปสู่เทคโนโลยี 3G โดย กทช.(สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เตรียมออกใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์จำนวน 4 ใบเพื่อเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมประมูล “เราเชื่อมั่นในประเทศไทยจึงกล้าตัดสินใจเข้ามาลงทุนเมื่อมือถือ 3G เกิดขึ้นเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตจะสั่งซื้ออุปกรณ์จาก PWAV” แหล่งข่าวยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า PWAV จะทำการเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้โดยผู้บริหารระดับสูง คือ นายRonald J. Buschur ประธานคณะเจ้าที่บริหาร (CEO) และ J.Marvin Magee (COO) ประธานคณะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท พาวเวอร์เวฟ เทคโนโลยีฯ “PWAV” บินตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกา เปิดตัวโรงงานอย่างเป็นทางการ สำหรับ PWAV ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แนสแดค (NASDAQ) เป็นบริษัทในด้านการบริหารงานเกี่ยวกับอุปกรณ์วิทยุไร้สาย สำหรับใช้ในการติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย (wireless network) แบบครบวงจรตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบและการขนส่งสินค้าจากแหล่งผลิตไปยังผู้ บริโภคปลายทาง (end-to-end) ทั้งยังเป็นผู้นำในการให้บริการ การผลิตสินค้าเกี่ยวกับการให้บริการของเครือข่ายการติดต่อสื่อสารแบบไร้สาย

 

Source: Link


กทช.เท1.5ล.เลข อุ้มซีดีเอ็มเอกสท

October 28, 2009
กสทฯ ยิ้มร่า กทช.ไฟเขียว 1.5 ล้านเลขหมาย ลุยซีดีเอ็มเอ ดันรายได้สิ้นปี 1,200 ล้าน
จิรายุทธ รุ่งศรีทอง

นายประเสริฐ อภิปุญญา รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการ (บอร์ด) ได้อนุมัติ 1.5 ล้านเลขหมาย ให้กับบริษัท กสท โทรคมนาคม เพื่อให้บริการโทรศัพท์ระบบซีดีเอ็มเอ เป็นระยะเวลา 1 ปีทั้งนี้ การอนุมัติเลขหมายดังกล่าวเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของ กทช. ที่จะพิจารณาอนุมัติ เพื่อ ที่ผู้ให้บริการจะได้มีเลขหมายเพื่อ นำไปแข่งขันในตลาดได้ เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมโทรศัพท์มือถือมีการแข่งขันกันสูงมาก เห็นได้จากรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ที่ลดลงกว่า 50% จากเดิมมีรายได้ประมาณ 400 บาทต่อเลขหมาย

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ กสทฯ กล่าวว่า ปัจจุบันกสทฯ มีลูกค้าในระบบ ซีดีเอ็มเอจำนวน 3.3 แสนราย และตั้งเป้าสิ้นปีนี้จะมีลูกค้าเพิ่มเป็น 5 แสนราย ซึ่งคาดว่าจะทำให้ธุรกิจ ซีดีเอ็มเอ มีรายได้สิ้นปีนี้ที่ 1,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ กสทฯ สนใจจะร่วมในการประมูลใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี จากกทช. โดยได้ เร่งดำเนินการเจรจาซื้อคืนกิจการคืนจากบริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส มัลติมีเดีย หรือฮัทช์ ในเดือน ธ.ค.นี้

ดังนั้น แนวทางดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมีโครงข่ายซีดีเอ็มเอ ทั่วประเทศทั้ง 2,700 สถานีฐาน และบริหารทำการตลาดไปใน ทิศทางเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้พันธมิตรต่างประเทศสนใจที่จะเข้าร่วมประมูล 3จี ในลักษณะเสนอให้เช่าใช้โครงข่ายของกสทฯ

 

Source: Link


เอกชนยอมรับราคา 3จี แต่ยังมีข้อกังขา

October 27, 2009

เอกชนชมเปาะราคาเริ่มต้น 3 จี พอรับได้ แต่ยังไม่ไว้ใจประมูลไลเซนส์ปั่นราคาไปถึงไหน ทรูเจ้าเก่าเปิดผลศึกษาเทียบจีดีพีไทย ราคาเหมาะสมอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท เอไอเอสเตือน กทช.อย่าวางเงื่อนไขเพิ่มเติม …

เมื่อวันที่ 25 ต.ค. นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหารบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงราคาประมูลใบอนุญาตเพื่อให้บริการโทรศัพท์มือถือในยุค 3 จี ว่า แม้ราคาที่ทางบอร์ดคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพิ่งเคาะออกมา จะเป็นราคาที่ยอมรับได้ แต่เชื่อว่าจะเป็นเพียงราคาขั้นต่ำ และเป็นวงเงินที่ทางเอกชนจะต้องวางหนังสือค้ำประกันทางการเงิน (แบงก์การันตี) ขณะที่ราคาประมูลจริงจะเป็นราคาที่สูงกว่าที่กำหนดแน่

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ประชุมบอร์ด กทช.ได้เห็นชอบราคาประมูลคลื่นความถี่ 3 จี จำนวน 4 ใบแล้ว โดยใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ 2๚15 MHz (ใบอนุญาต A) จำนวน 1 ใบ ราคาเริ่มต้นและราคาที่ต้องการอยู่ที่ 5,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาต 2๚10 MHz จำนวน 3 ใบ (ใบ อนุญาต B, C, และ D) ราคาเริ่มต้นและราคาที่ต้องการอยู่ที่ 4,600 ล้านบาท  

อย่างไรก็ตาม แม้ราคาที่เคาะออกมาจะพอรับได้ แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียหรือสิงคโปร์ ราคาของไทยถือว่าสูงกว่า “หากเทียบราคากับจีดีพีของประเทศ อัตราของไทยถือว่าสูงกว่า 2 ประเทศเพื่อนบ้าน เราเคยคำนวณประกอบจีดีพีดู ราคาของไทยน่าจะอยู่ไม่เกิน 3,500 ล้านบาท”  

นายศุภชัยกล่าวว่า ที่ต้องดูกันต่อไปเป็นวิธีการประมูล เนื่องจากน่าจะมีการปั่นราคาให้สูงขึ้นไปอีก หากราคาขึ้นไปสูงมากก็ถือเป็นภาระของภาคเอกชน สิ่งนี้ยังเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจนัก อย่างไรก็ตาม ในส่วนของแบงก์การันตีนั้น เชื่อว่าทางทรูจะได้รับการสนับสนุนจากธนาคารเป็นอย่างดี คงไม่มีปัญหาอะไร

ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า ยอมรับว่าราคาที่เปิดออกมาเป็นราคาที่ดีกว่าที่คาดไว้ แต่ไม่ใช่ราคาสุดท้าย (final price) แน่นอน เพราะฉะนั้นต้องรอให้เสร็จสิ้นการประมูล จึงจะรู้ว่าราคาจะจบอย่างไร “ราคาที่เคาะออกมาน่าจะดีกับผู้ประกอบการที่มีเงินทุนน้อย จะได้ไม่เสีย เปรียบมากนัก สิ่งที่อยากพูดอย่างหนึ่งก็คือ การที่เรามีเงินทุนมากนั้นไม่ได้มาจากผู้ถือหุ้นต่างชาติ แต่มาจากผลประกอบการที่เกิดจากการบริหารงาน ของเราเอง  ซึ่งทำให้เรามีเครดิตในการกู้เงินสูง คน ที่บอกว่าไม่มีเงิน น่าจะมาจากการบริหารงานที่ ทำให้การกู้ยืมเงินมีปัญหา ไม่น่าเกี่ยวกับผู้ถือหุ้น”

นายวิเชียรกล่าวอีกว่า ในการประชาพิจารณ์ เงื่อนไขใบอนุญาต 3 จีรอบต่อไปในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้นั้น เอไอเอสยังจะชี้แจงจุดยืนต่อ กทช.ขอให้พยายามอย่าออกกฎเพิ่มเติมกว่าที่ควรจะเป็น โดยเฉพาะในประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความไม่ ยุติธรรมแก่บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติอยู่ ซึ่งหากมองแล้วจะมีเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม เอไอเอสก็คงต้องต่อสู้เช่นกัน 

ส่วนนายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ราคาเริ่มต้นที่ กทช.เคาะออกมาถือเป็นราคาที่รับได้  แต่ยังไม่ แน่ใจว่าราคาดังกล่าวจะเป็นราคาสิ้นสุดด้วยหรือไม่ คงต้องดูในรายละเอียดต่อไป  หากราคาดังกล่าว ถือเป็นราคาสิ้นสุดด้วย ก็นับเป็นเรื่องที่ดี นอกจากนั้น สิ่งที่ดีแทคให้ความสนใจยังอยู่ที่จำนวนผู้เข้าประมูล หากมีเพียง 4 ราย เท่ากับจำนวนใบอนุญาตที่ กทช.จะให้หรือน้อยกว่าใบอนุญาตที่จะให้แล้ว ทาง กทช.จะดำเนินการอย่างไร

ที่มา : ไทยรัฐ วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม 2552


แฉ8ปียักษ์มือถือฟัน1.5แสนล้าน

October 27, 2009

ทีดีอาร์ไอ ชำแหละ กทช.เปิดประมูล 3G ถ่ายโอนลูกค้าจากระบบสัมปทานเดิมไปอยู่ภายใต้บริการ กทช.ที่จ่ายใบอนุญาตเพียง 6.5% ของรายได้เผยผู้ประกอบการได้กำไรจากบริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงรายละ หมื่นล้านบาท

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ เปิดเผยว่า สำหรับกรณีที่ กทช.(สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) เตรียมเปิดประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G ครั้งนี้เป็นการสนับสนุนการโอนย้ายผู้ใช้บริการทั้งนี้เชื่อว่าวิธีการที่ ผู้ประกอบการเตรียมดำเนินการ คือแจกซิมการ์ดให้กับผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G เพื่อเปลี่ยนมาอยู่ในระบบ 3G  และใช้วิธีRoaming (เชื่อมโยงสัญญาณ) ในพื้นที่บริการที่เทคโนโลยีใหม่ยังไม่สามารถติดตั้งเครือข่ายครอบคลุม พื้นที่ทั่วประเทศ

“ปัจจุบัน เอไอเอส ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 2G จ่ายค่าสัมปทาน 25% ของรายได้ให้กับ ทีโอที แต่ใบอนุญาตของ กทช.ให้บริการมือถือ 3G จ่ายค่าธรรมเนียมเพียง 6.5% ของรายได้ผมเดาว่าเขาจะแจกซิมเพื่อโอนลูกค้ามาอยู่ในระบบใหม่เป็นการแยก บัญชี เช่นเดียวกับ ดีแทค และ ทรูมูฟ เพราะเอกชนได้ตั้งบริษัทใหม่ขึ้นมาเพื่อเข้าประมูลผลเสียหายก็จะตกอยู่ที่ สองหน่วยงานรัฐ”
อย่างไรก็ตามประโยชน์ของใบอนุญาต 3G ต่อผู้ประกอบการปัจจุบัน ก็คือ กำไรจากการให้บริการสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงมีมูลค่าที่ประมาณการ 1 หมื่นล้านบาทต่อราย หรือรวม 3รายประมาณ 3 หมื่นล้านบาท (วิธีการประมาณการเทียบเคียงจากมูลค่าการประมูลเฉลี่ยในต่างประเทศปรับด้วย ขนาดเศรษฐกิจไทย) การลดเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐในช่วง 5-8 ปีข้างหน้าจากการโอนย้ายลูกค้า เอไอเอส จะได้ 7.2 หมื่นล้านบาท, ดีแทค จะได้ 6.1 หมื่นล้านบาท และ ทรูมูฟ จำนวน 1.9 หมื่นล้านบาท และ การได้สิทธิให้บริการหลังสัมปทานหมดอายุไปอีก 8-10 ปี ไม่น้อยไปกว่าส่วนที่สอง
ดร.สมเกียรติ ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ ร่างสรุปข้อสนเทศ (Draft Information Memorandum) การจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา ปัญหาการรับฟังความเห็นสาธารณะมีเรื่องสำคัญจำนวนมากที่ กทช.ยังไม่เปิดเผยท่าทีการดำเนินการหากไม่มีผู้ประกอบการที่ผ่านการคัดเลือก คุณสมบัติเบื้องต้นเกิน 4 ราย การคัดเลือกคุณสมบัติเบื้องต้นในการเข้าประมูล จำนวนใบอนุญาตที่จะกันไว้ให้รายใหม่ รวมค่าประมูลตั้งต้นยังไม่เปิดเผย และการให้เวลาสั้นเกินไปในการเตรียมการเพียง 1 เดือน
สำหรับราคาเริ่มต้นประมูลใบอนุญาต 3G  ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพราะคลื่นความถี่ดังกล่าวมีมูลค่ามหาศาล หากประเมินจากผู้ประกอบการจะได้รับ โดยเฉพาะ 3 รายเดิมมีมูลค่าถึง 3.3 แสนล้านบาท ทั้งนี้จึงไม่เห็นด้วยที่ กทช.จะประมูลใบอนุญาติพร้อมกันทั้ง 4 ใบ เพราะไม่มีประเทศใดที่มีผู้ได้รับใบอนุญาต 3 G มากกว่าระบบ 2 Gเดิม เนื่องจากตลาด 3 G ไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้น ประเทศไทยซึ่งมีผู้ให้บริการอยู่แล้ว 3 รายก็น่าจะเพียงพอ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเปิดประมูลพร้อมกัน 4 ใบ ที่สุดผู้ทีได้รับประโยชน์ประกอบด้วย ผู้ผลิตอุปกรณ์รองรับ ผู้ให้บริการ 2 Gปัจจุบัน และ กทช.

Source: Link