สัมภาษณ์พิเศษ: “วรุธ สุวกร”กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)

November 30, 2009
พัฒนาเทคโนโลยีให้ดี ลูกค้าจะมาหาเราเอง
สัมภาษณ์พิเศษ:  “วรุธ สุวกร”กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน)

ก่อนหน้านี้ประมาณ 30 ปี คงไม่มีใครคาดคิดว่า “โทรมือถือและอินเตอร์เน็ต” จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ แต่ทุกวันนี้แทบจะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว กลายเป็นปัจจัยที่ 5-6 ที่มนุษย์จำเป็นต้องมี

แต่การพัฒนาเทคโนโลยีสื่อสารของไทย กลับเป็นไปอย่างเชื่องช้า เมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว ทั้งที่ประเทศเราเองก็ไม่ด้อยกว่าใครในด้านเทคโนโลยี ดูง่ายๆ เรามี “ดาวเทียม” ก่อนประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำไป
ปัญหาทั้งหมดที่ทำให้การพัฒนาเทคโนโลยีของไทยล่าช้านั้น คงไม่ต้องพูดกันมาก เพราะเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ก็รู้อยู่ว่ามันมีปัญหามาจาก “การเมือง” ที่เข้ามาล้วงลูกแสวงหาผลประโยชน์ร่วมกับ “ภาคเอกชน” รายใหญ่ ที่ผูกขาดธุรกิจสื่อสารในประเทศไทย

เรื่องเหล่านี้แม้ “วรุธ สุวกร”กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) จะพยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดถึง แต่ข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ก็พอจะบ่งบอกทิศทางของ TOT ได้เป็นอย่างดีว่าจะต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไร?

“วรุธ” ให้สัมภาษณ์กับ “สยามรัฐ”ว่า ทิศทางการดำเนินงานของของ TOT ปี2553 เป็นเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีว่า เรื่องแรกที่จะทำคือ เรื่อง Network หรือระบบโครงข่ายของ TOT โดยได้ตั้งเป้าหมายสู่การให้บริการที่ดี ที่เรียกว่า 24 คูณ 7 ระบบจะต้องมีคุณภาพในการให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในทุก 7 วัน สิ่งสำคัญที่กำลังดำเนินการอยู่ คือ การสร้างโครงข่าย Broad Band ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในกลางปีหน้า จะสามารถรองรับอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างพอเพียง

ประเด็นต่อไปที่จะทำคือ โครงข่ายเส้นใยแก้ว (Fiber Optics) ไปสู่บ้านผู้ใช้บริการ ซึ่งเราก็จะนำเทคโนโลยีที่เรียกว่าเคเบิลใยแสงนำแก้ว (Fiber Optics) ไปถึงผู้ใช้บริการ เป็นการให้บริการด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้บริการครบวงจร ไม่ว่าจะเรื่องของ Broad Band Multimedia และInternet หรือบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการวาง Content ผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการเสริม สั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต ซึ่งแตกต่างจากระบบทีวีแบบเดิม ที่ดูได้เพียงอย่างเดียว แต่ระบบที่เราวาง จะสามารถตอบกลับ หรือสั่งซื้อสินค้าได้ เป็นระบบแบบInter Active ที่พูดมาทั้งหมดเป็นโครงข่ายFixline หรือโครงข่ายตามสาย อนาคตก็จะเป็นเรื่องของโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือที่เรียกว่า 3G ก็จะได้รับการติดตั้ง และขยายบริการครอบคลุม ทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้มากที่สุด

ความหมายก็คือ พยายามไม่ให้เกิดช่องโหว่ได้ แต่จริงๆ มันอาจจะมีช่องโหว่เช่น เราอาจจะติดตั้งไม่แล้วเสร็จ ซึ่งปีหน้าเราจะพยายามให้เสร็จให้ได้ อาจจะขอติดตั้งจากเจ้าของอาคารเจ้าของพื้นที่ซึ่งอาจมีปัญหาในการเข้าไป เจรจา โดยโครงข่ายของเราจะมีระดับความเร็วไม่ต่ำกว่า7.2 Mbps
แต่ในทางเทคโนโลยีแล้ว 7.2 Mbps เมื่อมีจำนวนผู้ใช้ในจุดเดียวกันเยอะๆ มันก็ต้องแชร์ Bandwidth มันไม่เหมือนกับการผ่านสาย เรื่องนี้ต้องพูดกันให้ชัดเจน
เดี๋ยวผู้เช่าจะมาบอกว่า ทำไมเวลาเช็กสัญญาณ มาไม่ครบ 7.2 Mbps ก็ต้องอธิบายให้ผู้ใช้บริการทราบ ระบบที่เราวางทำให้ผู้ใช้บริการ Multimedia หรือ Broad Band ได้อย่างมีคุณภาพ ก็คือ พยายามทำให้สามารถใช้บริการได้ดี โดยไม่เสียความรู้สึก เช่น ภาพไม่กระตุก เสียงชัดเจนพยายามทำเรื่องเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด

สำหรับอนาคตต่อไป ปีหน้าจะทำให้เทคโนโลยีทั้งระบบเคลื่อนที่ และระบบFixline  สามารถ Convergence หรือมารวมกันได้ บนพื้นฐานเทคโนโลยีเดียวกันซึ่งจะทำให้เมื่อใช้อุปกรณ์ In User หรืออุปกรณ์ปลายทางมาต่อเชื่อม ก็จะได้บริการที่เหมือนกัน ตัวอย่าง Content หรือบริการต่างๆ ไม่ว่าจะเกิดบริการอะไรสักชนิด ก็สามารถจะถ่ายไปสู่ Network ของFixline และระบบเคลื่อนที่ได้พร้อมกัน ก็คือเทคโนโลยีก็จะเกิดขึ้นเหมือนกัน

ฉะนั้น บางคนที่เรียกว่า Conver gence ที่เขาเรียกเป็นศัพท์สูง จริงๆ มันก็คือเทคโนโลยีเดียวกัน พยายามทำให้เกิดเทคโนโลยีเดียวกัน ก็แค่นั้น เมื่ออุปกรณ์หรือบริการต่างๆ ส่งบนรากฐานเดียวกันก็จะสามารถส่งผ่านเข้าทั้งโครงข่ายเคลื่อนที่และระบบ Fixline การใช้ศัพท์สูงเกินไปทำให้ชาวบ้านไม่เข้าใจ ที่จริงมันคือการพยายามใช้เทคโนโลยีเดียวกัน แต่ระบบเคลื่อนที่มันจะช้ากว่าครึ่งก้าว

ระบบเคเบิลมีความจุมาก แต่สมัยก่อนมีปัญหาคือ สัญญาณมันหักเหไม่ได้ แต่ตอนนี้สามารถหักเหได้ แบ่งช่องสัญญาณได้อีก แบ่งโดยใช้สี สร้างสีขึ้นมาในใยแก้วมันพัฒนาไปไกลมาก แต่การลงทุนโครงข่ายต้องใช้วงเงินสูง ในประเทศมาเลเซียรัฐบาลเขาช่วยจ่ายชดเชยให้เป็นแสนล้านถามวางวงเงินขนาดนี้ TOT รับไหวไหมคงรับไม่ได้

เพราะฉะนั้น ต้องอยู่ที่นโยบายของภาครัฐ จะมีนโยบายในเรื่องของโครงข่ายโทรคมนาคมพื้นฐานอย่างไร ปัจจุบันโครงข่ายมันก็มีอยู่ แต่ไม่ถึงผู้เช่า ตัวต่อเชื่อมจากเสาไฟฟ้าสู่บ้านผู้เช่า บางส่วนเรายังใช้เป็นสายทองแดง พวกนี้ลงทุนมหาศาลยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ผมว่ามูลค่าในการลงทุนเป็นแสนล้านทั่วประเทศ

ส่วนในอนาคตเป็นเรื่องของ 4G อย่างเช่น ประเทศเกาหลี ที่เคยไปดูงานเขาเริ่ม 4G ความเร็วที่เขาคุยไว้มีมากถึง100 Mb ซึ่งเหลือเฟือ แต่ว่าแบ่งแล้วจะมีข้อจำกัด คือถ้าคนใช้เยอะๆ ก็ต้องแบ่งพอแชร์ก็ต้องโหลด คือแย่งกันใช้ มันมีข้อจำกัดอย่างนี้ เทคโนโลยีมันไป ก็ต้องไปพร้อมๆ กัน ก็มีข้อจำกัดของแต่ละประเภทอยู่ แต่ระบบสายไม่มีข้อจำกัด เพราะสามารถใส่ปริมาณเข้าไปได้ ถ้าคุณเพิ่มสายเพิ่มวงจรเข้าไป ที่เกาหลีทำมาแล้ว 4 ปีซึ่งมันก็เหลือเฟือ แต่มันยังไม่ Commer cial ของซัมซุง ก็เคยเอาระบบมาให้เราดู

ปัจจุบันในเกาหลี 3G เขาไม่ได้วางทั่วนะ บางจุดยังใช้ 2G อยู่ อนาคต 2G หรือ 2.5G ก็ต้อง Lost ไปโดยปริยายด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เรื่อง3G เป็นเรื่องของนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ว่าจะให้ดำเนินการลงทุนรูปไหน ตอนนี้รัฐบาลไม่ต้องการให้เราพูดเรื่องการแข่งขันเชิงธุรกิจ เป็นเรื่องของการให้บริการ ในเรื่องของราคาเราคงไม่เข้าไปแข่งขัน เพราะเราเป็นองค์กรของรัฐ มีหน้าที่บริการประชาชนและสังคม ก็ต้องให้บริการไปตามศักยภาพ

ทางด้านผลการดำเนินงานของ TOT ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา เมื่อเปรียบเทียบกัน ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ ยังมีกำไรอยู่ ปีที่แล้วกำไร 4 พันกว่าล้าน ปีนี้น่าจะ4-5 พันล้าน อาจจะโตขึ้นมานิดหน่อย กำไรดีขึ้นเท่านั้นเอง แต่เนื่องจากว่าการลงทุนของเราสูง ผลตอบแทนที่กลับมาจึงต้องใช้เวลา ประกอบกับต้นทุนในเรื่องของราคาซึ่งเราไม่ได้แข่งขันทางด้านราคา ราคาที่ได้มา เราไม่ได้ขยับเพิ่มขึ้น ตามเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ซึ่งยิ่งเทคโนโลยีเปลี่ยนไปราคายิ่งสูง ซึ่งก็เป็นไปตามกลไก ผมก็ไม่ได้ไปเร่งราคา เพื่อไปเอา Return กลับมาเร็วๆ เพราะเราต้องบริการตอบสนองให้กับผู้ใช้บริการอยู่แล้ว

ส่วนเรื่องของบุคลากร ต้องพัฒนาบุคลากรของเราไป เป็นพื้นฐานโดยทั่วไปเราต้องมาดูว่า บุคลากรซึ่งจะรองรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นได้ ในอนาคตผมคิดว่า บุคลากรทางด้านไอที ทางด้านโทรคมนาคม เริ่มขาดแคลน โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาภาคเอกชน น่าจะผลิตบุคลากรด้านนี้โดยเฉพาะ

เน้นไปที่การแก้ไข หรือซ่อมแซมอุปกรณ์พื้นฐานได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบต่างๆ
อนาคตคิดว่า ยิ่งเกิดสภาวะของการแข่งขันเพิ่มขึ้น การที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้น พื้นฐานของคนจะต้องมีการแก้ไขอย่าง TOT ถึงจะมีสถาบันที่ฝึกอบรมพวกนี้ ก็ต้องมีพื้นฐานในเรื่องของวิชาวิศวกรหรือวิศวกรรมประกอบ ก็คือบุคลากรทาง
ด้านปฏิบัติการ พวกที่จบวิศวะฯ มานั่งตั้งโต๊ะนี่ มันคงหมดยุค แต่คนที่เป็นภาคปฏิบัติโดยเฉพาะ ต้องมีอย่างพอเพียง และพวกนี้ต้องทันต่อเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ไม่งั้นก็ลำบาก

เนื่องจากเราไม่ได้พัฒนาและวิจัยขึ้นมาเอง พูดง่ายๆ R&D เราไม่มีพอเพียงเราไม่เหมือนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือประเทศที่เขา พัฒนาไปแล้ว อย่างเกาหลี ช่วง 30 ปีมานี้ เห็นเขามีความแตกต่างเยอะ เขามีการส่งบุคลากรไปดูงานและไปศึกษาอบรมในประเทศต่างๆที่มีแผนธุรกิจที่ดี เทคโนโลยีที่ดี เขาก็เอากลับมาพัฒนาในประเทศของเขา ซึ่งเราไม่มีระบบการศึกษาที่ชัดเจนอย่างนั้น เราต้องมีการลงทุนในด้านนี้ ซึ่งพวกนี้มีการลงทุนสูงต้องใช้ระยะเวลา ถ้าเราจะซื้ออย่างเดียว อนาคตเราจะลำบาก

ในเรื่องบุคลากร ในเรื่องของการตลาด ที่บอกคือ เราไม่ได้แข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา เรื่องของการแย่งลูกค้าเราคงจะไม่ได้ทำ ส่วนใหญ่เราก็ให้บริการในพื้นที่ ซึ่งผู้ให้บริการรายอื่นไม่ได้ให้บริการเช่น พื้นที่ที่เรียกว่ากันดาร หรือพื้นที่ที่ไม่ได้สร้างกำไร ฉะนั้น ถามว่าจะแข่งขันหรือเปล่า คงไม่ บริการใหม่ๆ ในอนาคตที่น่าสนใจ คือมีบริการ Conference ต่างๆซึ่งจะเริ่มมีบทบาท เราอาจจะใช้บริการที่เรียกว่า TOT E- Conference บริการของIDC อนาคตก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับประเทศก็คือ Integrated Data Center  ซึ่งเป็นการบริการสำรองข้อมูล ซึ่งเราเริ่มติดตั้งและพัฒนาขึ้น เราทำเองทั้งหมดและเปิดบริการให้กับภาครัฐและเอกชน เช่าใช้เราตั้ง IDC ขึ้นมาไม่ได้ต้องการแข่งขันกับภาคเอกชน เราทำเพื่อต้องการสร้างความมั่นคงด้านฐานข้อมูลให้กับประเทศไทย ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกเขาก็มีระบบฐานข้อมูลกลางแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ระบบดังกล่าวปัจจุบันสร้างเสร็จแล้ว จะเปิดใช้บริการในปีหน้า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการปรับปรุงพื้นที่ และวางระบบรักษาความปลอดภัย

ทิศทางของ TOT ที่ตั้งไว้ ก็คือ การให้บริการตามศักยภาพที่มี โดยจะไม่แข่งขัน หรือช่วงชิงลูกค้ากับใคร โดยมองว่าเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาไปจุดหนึ่ง ผู้บริโภคก็ต้องพัฒนาตามไปเองโดยอัตโนมัติ สิ่งที่TOT ต้องทำคือ การให้บริการที่ดีและมีคุณภาพ ลูกค้าก็จะมาหาเราเอง…

Source: สยามรัฐ ฉบับวันที่ 30 พฤศจิกายน


กรณ์ลั่น 2 เดือน”3จี”มีคำตอบสุดท้าย

November 30, 2009

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าภายในอีก 2 เดือนข้างหน้า กระทรวงการคลังจะเสนอข้อสรุปเกี่ยวกับการดำเนินการพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์ เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี โดยมั่นใจว่าจะได้คำตอบสุดท้ายที่ดีที่สุดเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่ว่าภาครัฐ ภาคเอกชนรวมถึงประชาชนคนไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการเตรียมล้างไพ่ใหม่ โดยต้องเข้าไปแก้ปัญหาทั้งเรื่องสัญญาสัมปทานที่แต่ละบริษัทมีระยะเวลาไม่ เท่ากัน รวมถึงประเด็นเรื่องการโอนลูกค้าจากระบบเดิมไปสู่ระบบ 3 จี ที่หากเปิดประมูลในขณะนี้จะทำให้รายได้ภาครัฐหายไป

“ถ้าเปิดตอนนี้สิ่งที่เกิดขึ้นทันทีคือจะมีการโอนลูกค้าไป ทำให้รายได้รัฐหายไป จึงไม่ต้องแปลกใจที่จะมีเสียงโวยวายต่อว่ารัฐบาล” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลยังจะเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐเพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลมากขึ้น เช่น การแก้ไขกฎหมายของกรมศุลกากรเพื่อลดแรงจูงใจของเจ้าหน้าที่จากการได้รับ สินบนและรางวัลนำจับตามกฎหมายเดิม จนทำให้มีความโปร่งใสเกิดขึ้น

รมว.คลังยืนยันว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลทำไม่ใช่เอาแต่มุ่งหวังผลทางคะแนนเสียงเป็นหลัก แต่หวังประโยชน์ที่สังคมจะได้รับมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าเรื่องคะแนนเสียงก็หวังบ้าง เพราะถือว่าเป็นธรรมชาติของระบอบประชาธิปไตยที่มีการเลือกตั้ง ดังนั้นผลงานของรัฐบาลก็ต้องวัดผลงานจากความพึงพอใจของประชาชนด้วย.

Source:ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 29 พฤศจิกายน


3 จี แฟล็กชิป ทีโอที ได้แค่ภาพ เชิงธุรกิจยังสะดุด

November 30, 2009

วันที่ 3 ธ.ค.นี้ ถือเป็นฤกษ์ดีที่ผู้ใช้มือถือในไทยจะได้ใช้เทคโนโลยี 3จี ที่รอคอย ซึ่งบริษัท ทีโอที เคลมตัวเองว่าเป็นผู้ให้บริการมือถือ 3จี รายแรกของประเทศ

ซึ่ง ยิ่งใกล้วันเปิดบริการมากเท่าไหร่  สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นขณะนี้คือปรากฏการณ์คลั่ง 3จี เช่นเดียวกับที่คนแห่จองไอโฟน หรือต่อคิวจองตั๋วหนังสุดฮิต

ทว่า… จนถึงขณะนี้เชื่อว่าน้อยคนจะได้รู้ ได้เห็นโปรโมชันโดนๆ ที่จะกระตุ้นต่อมอยากใช้เทคโนโลยีสุดล้ำ แผนการโปรโมต 3จี ของทีโอทียัง “เงียบฉี่” ไม่แรงสมเป็นผู้ให้บริการ 3จี รายแรกของประเทศ เป็นแฟล็กชิปเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ

เพราะ เพียงแค่เฟสแรก 548 สถานีที่กำลังจะเปิดบริการในสัปดาห์นี้ เอาเข้าจริงแล้วผู้ใช้มือถือจะมีโอกาสได้ใช้แค่ 50% ของสถานีที่มีอยู่ทั้งหมดเท่านั้น และดูเหมือนว่าการเปิดบริการก็เป็นเพียงการชิงภาพลักษณ์โรยหน้าเอาไว้ เพื่อให้ได้ขึ้นชื่อว่าทีโอทีเป็นรายแรกของประเทศ แต่การใช้งานได้อย่างไม่สะดุดที่ดูเหมือนจะเป็นหัวใจสำคัญของ 3จี นั้นคงจะไม่ได้เกิดขึ้นตามไปด้วย

ปัจจัย ที่ทำให้ 3จี ทีโอที ไม่ใช่ดาวจรัสแสงครั้งนี้ มาจากความไม่แน่นอนของภาคนโยบายที่พรรคร่วมรัฐบาล “เสียงแตก” กับโครงการ 3จี ทั่วประเทศ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท ที่ถือเป็นภาคต่อที่จะเป็นบริการเต็มรูปแบบ ส่งผลให้โครงการ 3จี ในปัจจุบันต้องพลอยเสียหลักตามไปด้วย และกลายเป็นว่าจู่ๆ ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กลับสั่งห้ามผู้ที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับ 3จี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ไอซีทีเองเป็นผู้ผลักดันให้ ทีโอทีเดินเกมรุก 3จี ให้เร็วที่สุด ถึงขนาดท้าชนกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กลั่นแกล้งทีโอทีเรื่องการออกใบอนุญาตให้บริการ (ไลเซนส์) 3จี ในช่วงเดียวกับที่ทีโอทีจะเปิดให้บริการ

ความ ไม่ชัดเจนระดับนโยบายกระทบต่อการทำตลาด 3จี ของ ทีโอทีอย่างจัง โดยเฉพาะการทำตลาดให้บริการเองจำนวน 1 แสนซิม ต้องถูกแตะเบรกกะทันหัน ทิ้งให้เป็นหน้าที่ของผู้ที่มาเช่าใช้โครงข่าย เพื่อทำการตลาดในรูปแบบเอ็มวีเอ็นโอทั้ง 5 ราย แต่จะมีประโยชน์อันใดหากเจ้าของโครงข่ายเองยังไร้ความเคลื่อนไหวเช่นนี้

น่า เสียดายโครงข่าย 3จี ทีโอทีที่มีคุณค่าและพยายามช่วงชิงจากกสทฯ มาเป็นเจ้าของเพียงผู้เดียว ซึ่งหากมีแนวคิดที่จะพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางธุรกิจตั้งแต่แรก ขณะนี้ทีโอทีคงนั่งนับเงินจากบริการ 3จี เพราะคิดก่อน ทำก่อน ได้เปรียบก่อน ต่างกับตอนนี้ที่ไม่มีผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่สนใจที่จะเช่าใช้แม้แต่น้อย และทำให้โครงข่ายที่มีอยู่ถูกใช้ไปอย่างไม่เกิดประโยชน์โดยใช่เหตุ

ด้วย ปัจจัยรุมเร้าทั้งด้านนโยบายและความไม่พร้อมด้านโครงข่ายการให้บริการที่ไม่ ได้เสร็จสมบูรณ์ 100% สะท้อนให้เห็นว่าทีโอทีกำลังดันทุรังเปิดให้บริการ 3จี เพียงเพราะคณะกรรมการ (บอร์ด) ทีโอที จะได้ไม่ต้องลาออกตามที่ประกาศไว้หาก 3จี ไม่สามารถเปิดให้บริการได้ทันวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เมื่อไม่พยายามเต็มที่ เรือธง 3จี จึงไม่น่าจะพลิกฟื้นทีโอทีสู่น่านน้ำสีคราม หรือบลูโอเชียน ซ้ำยังต้องคอยลุ้นว่าจะล่มกลางทะเลด้วยรึเปล่า

Source: Post today


พนง.ทีโอทีแห่เข้าคิวจองประเดิมมือถือ3จีทะลัก

November 27, 2009

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 19-20 พ.ย.ที่ผ่านมา บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที เปิดรับลงทะเบียนและมอบซิมการ์ดบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ให้พนักงานทีโอที โดยมีพนักงานร่วมลงทะเบียนเปิดใช้บริการและรับซิมการ์ดจำนวนมาก โดยในวันแรกมียอดผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 2,000 ราย และคาดว่าในวันที่ 20 พ.ย. 2552 จะมีพนักงานทีโอทีจากส่วนงานอื่นๆ นอกสำนักงานใหญ่แจ้งวัฒนะมาลงทะเบียนเปิดใช้บริการอีกประมาณ 3,000 ราย

สำหรับการรับลงทะเบียนครั้งนี้ มีทั้งพนักงานทีโอทีซึ่งเป็นทั้งผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยโมบายเดิมมาขอรับซิมการ์ดใหม่ในระบบ 3จี และพนักงานที่ไม่ได้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ไทยโมบายก่อนหน้านี้มาเปิดใช้บริการใหม่ ซึ่งการรับลงทะเบียนดังกล่าว ทีโอที เปิดให้พนักงานสามารถเลือกหมายเลขที่ชอบได้และได้รับคูปองส่วนลดสำหรับแลกซื้อเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่รองรับบริการ 3 จี ซึ่งมีมาจำหน่ายภายในงาน เช่น Nokia, Samsung และ Sony Ericsson

ทั้งนี้ พนักงานที่มาเข้าคิวจองรับบริการในวันนี้ ส่วนใหญ่แสดงความคิดเห็นว่า บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ของ ทีโอที เป็นบริการที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ และองค์กร ถือเป็นอนาคตของ ทีโอที ดังนั้น พนักงานทุกคนจึงต้องการที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนโครงการให้ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ทีโอที จะเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี แก่ประชาชนทั่วไปอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 ธ.ค.นี้ เป็นต้นไป โดยจะมีพิธีเปิดที่เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 15.00 น.


ศุภชัยชงบรอดแบรนด์เชื่อ 5 ปีโต 8 แสนล้าน ดีแทค-เอไอเอส คาดปีหน้า 3G ยังไม่ให้บริการ

November 27, 2009

แนะชงเอ็มบีดับบลิวจีให้รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบาย ขยายฐานผู้ใช้บรอดแบนด์ในไทย คาด 5 ปี มีเม็ดเงินสูงถึง 8 แสนล้านบาท ขณะเดียวกันเป็นโอกาสของไทยที่สร้างคอนเทนต์ขายตลาดโลก กระทุ้ง กทช. รีบปล่อยไลเซนส์ 3G ไวแมกซ์ ด้าน ดีแทค-เอไอเอส คาดปีหน้ายังไม่ได้ให้บริการ 3 G

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่คณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะประธานคณะทำงาน (ตามวาระ) โครงการบรอดแบนด์ที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนประเทศไทย หรือ Meaningful Broadband Working Group (MBWG) กล่าวว่า อินเทอร์เน็ตเริ่มเข้าสู่ประเทศไทยเมื่อปี 1992 แต่ยังเป็นแค่เรื่องข้อมูลเพียงอย่างเดียว พอถึงปี 2000เริ่มมีการให้บริการผ่านเทคโนโลยีเอดีเอสแอล ทำให้เกิดมัลติมีเดียมากขึ้น แต่การให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ผ่านเทคโนโลยีนี้ยังมีข้อจำกัด เพราะสื่อที่ใช้ยังเป็นสายทองแดง

แต่การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าเปรียบเทียบจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์กับจำนวนประชากรในไทยมีแค่ 7% ซึ่งต่ำกว่าเวียดนาม ขณะที่จีนมีผู้ใช้ถึง 90 ล้านราย แซงสหรัฐอเมริกาที่มีผู้ใช้บรอดแบนด์อยู่ที่ 80 ล้านราย และถ้าจีนดำเนินการติดตั้งระบบ 3G และ 4Gเสร็จภายใน 2 ปี จะทำให้การเข้าถึงบรอดแบนด์ขั้นพื้นฐานของจีนสูงมาก ส่วนเกาหลีมีผู้ใช้บรอดแบนด์สูงถึง 99% ส่วนการลงทุนด้านโทรคมนาคมไทยอยู่อันดับที่ 18 ซึ่งต่ำกว่าเวียดนาม ขณะที่การใช้จ่ายด้านไอทีก็ถือว่าต่ำ

สิ่งที่ศุภชัยมองว่ายังเป็นอุปสรรคคือฮาร์ดแวร์หรือฮาร์ดไซต์ กับซอฟต์แวร์หรือซอฟต์ไซต์ ที่เป็นฮาร์ดไซต์ความครอบคลุมของบรอดแบนด์ที่ผู้ใช้จะเข้าถึงยังน้อย อย่างโทรศัพท์พื้นฐานมีการใช้งานทั้งหมดประมาณ 4 ล้านเลขหมาย จากจำนวนประชากร 19 ล้านครัวเรือน ส่วนมือถือที่มีการใช้จีพีอาร์เอสก็มีแค่หลักแสน ด้านอุปกรณ์สื่อสารหรือดีไวซ์อย่างโน้ตบุ๊กราคาลดลงมาก เชื่อว่าถ้าจีนลงระบบ 3Gและ 4Gเสร็จ จะช่วยขับเคลื่อนให้ราคาโน้ตบุ๊กลดลงอีก ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงบรอดแบนด์ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เป็นผู้ให้ความรู้กับผู้ปกครอง อย่างเกาหลีจะมีกองทุนสำหรับให้ความรู้เรื่องบรอดแบนด์กับแม่บ้าน เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสถาบันครอบครัว ขณะที่สมาร์ทโฟนก็เป็นอีกตัวที่จะทำให้มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้น

นายศุภชัยกล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องกระตุ้นเรื่องบรอดแบนด์ โดยเฉพาะภาคการศึกษา เพราะขณะนี้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ประมาณ 17 ล้านคน มีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่และคนวัยทำงาน และสิ่งที่จะตามมาคือกฎหมาย วัฒนธรรม และระบบสังคม หรือโซเชียล แวลู ทั้งนี้ หากบรอดแบนด์มีการขยายตัวจะทำให้เกิดการทำธุรกรรมผ่านช่องทางนี้มากขึ้น ซึ่งกฎหมายต้องตามให้ทัน

ส่วนกรณีที่ผู้หวั่นว่าหาก 3Gเกิดผู้ใช้จะย้ายระบบจาก 2Gไป 3G จะทำให้เสียรายได้กว่า 3 แสนล้านบาทนายศุภชัยย้ำว่าไม่จริง เพราะการเก็บค่าใบอนุญาตหรือไลเซนส์ 3Gจะได้มากกว่าการแบ่งรายได้จำนวน 25% ตามสัมปทานเดิม ซึ่งหน่วยงานที่กำกับดูแลเองก็น่าจะหาแนวทางว่าทำอย่างไรจะให้เอกชนมีอิสระมากขึ้นในการทำสิ่งใหม่ๆ อย่าง 3Gก็ต้องทำให้เกิดโดยเร็วเพราะขณะนี้ทั่วโลกกำลังไป 4G แล้ว ทำอย่างไม่จำกัดขีดความสามารถของเอกชน ไวแมกซ์ก็เช่นกัน

“การลงทุนด้านเทคโนโลยีอาจมีถูกบ้างผิดบ้าง ซึ่งก็ต้องเรียนรู้เพราะจะได้ศึกษาว่าจะต้องลงทุนเท่าไหร่”

ผู้บริหารทรูมองถึงสิ่งที่โตแบบก้าวกระโดดหากผู้บริโภคเข้าถึงบรอดแบนด์จำนวนมากคือ คอนเทนต์กับแอปพลิเคชัน ถ้าไทยมีการพัฒนาคอนเทนต์มากๆ สามารถกระจายไปทั่วโลกได้ ซึ่งเป็นผลพ่วงขนาดใหญ่ที่จะตามมา และหากมีการลงทุนเกี่ยวกับบรอดแบนด์จะสามารถเสริมสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศหรือGDPได้กว่า 1.38% และถ้าคนไทยมีการเข้าถึงบรอดแบนด์ภายใน 5ปีจะมีเม็ดเงินในตลาดนี้สูงถึง 8 แสนล้านบาท

ด้านเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการ กรรมการในคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในฐานะประธานผู้ร่วมก่อตั้งMBWG กล่าวว่า เรื่องคอนเทนต์เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และถ้ามีการใช้บรอดแบนด์อย่างแพร่หลายก็จะเป็นโอกาสทางการตลาดของคนไทย

ส่วนการลดบทบาทของหน่วยงานที่กำกับดูแล กฎหมายเขียนไว้ว่าให้ทำงานตามกรอบอย่างเคร่งคัด การทำแต่ละอย่างก็ต้องรับฟังจากสาธารณะและต้องใช้เวลา

“เห็นด้วยกับการดีเร็กกูเรต ซึ่งกทช.ก็กำลังดูว่าจะลด หรือยกเลิกอะไรได้ อย่างผู้ประกอบการรายใดลงทุนเกี่ยวกับการลากสายเคเบิลจะยกเลิกค่าธรรม”

สำหรับโครงการMBWG น่าจะนำเสนอรัฐบาลให้มีการกำหนดเป็นนโยบายเกี่ยวกับเรื่องบรอดแบนด์ที่ชัดเจน เพราะขับเคลื่อนให้บริการประเภทนี้เกิด อย่าง 3Gในไทยก็สมควรที่จะเกิด แต่มีนักวิจัย นักวิชาการบางคนที่ไม่รู้ข้อมูลที่แท้จริงออกมาให้ข้อมูลข่าวสารกับสาธารณะ อย่างไรก็ตามเรื่องดังกล่าวต้องเดินหน้าต่อไป

***ดีแทค-เอไอเอสถอนแผน3Gปีหน้า

นายธนา เธียรอัจฉริยะ รองประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าว่า ในปี 2553 บริษัทจะไม่มีแผนการทำการตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 G อย่างแน่นอน เนื่องจากหากเปิดประมูล 3 G ได้ในเดือน มีนาคม-เมษายนปีหน้า เอกชนต้องใช้เวลาสร้างโครงข่ายราว 6 เดือนหรือมากกว่า ดังนั้นในปีหน้าดีแทคจะยังไม่มีรายได้จาก 3G ส่วนเงินลงทุนโครงข่ายนั้นดีแทคมีการเตรียมการไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้นำออกมาใช้หรือไม่

อย่างไรก็ดีการในปีหน้าดีแทคจะเน้นลงทุนขยายโครงข่ายเพื่อให้บริการสื่อสารข้อมูลเป็นหลัก เพราะผู้บริโภคมีความต้องการใช้งานสื่อสารข้อมูลเพิ่มมากขึ้นตามตลาดโทรศัพท์สมาร์ทโฟนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น ประกอบกับเดือนธันวาคมนี้ ดีแทคจะนำเครื่องแบล็กเบอร์รี่เข้ามาจำหน่าย

สำหรับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช.ใหม่ 4 รายที่จะเข้ารับตำแหน่งแทนกทช.เดิมที่จับฉลากลาออกไป 3ราย และแทนกทช.ที่ลาออกไป 1 รายนั้นเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในกิจการโทรคมนาคม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องเข้ามาศึกษาเรื่องที่กทช.ชุดเดิมทำไว้ใหม่ทั้งหมด

ด้านนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด(มหาชน) หรือเอไอเอส กล่าว่า เอไอเอสได้เตรียมแผนการลงทุนโครงข่าย 3 Gไว้ แต่คาดว่าอาจจะไม่ได้ใช้เนื่องจากความคาดเคลื่อนในการประมูลมีขึ้นตลอดเวลา ส่วนแผนการดำเนินธุรกิจ 3 G ในปีหน้าเอไอเอสจะไม่เตรียมการไว้ และจะไปเน้นแผนการดำเนินธุรกิจ 2 G เป็นหลัก

ส่วนการสรรหากทช.ใหม่ 4 รายยังไม่สามารถคาดการณ์ใดๆได้ เนื่องจากหลังจากการได้รายชื่อ กทช.ใหม่แล้วจะต้องรอการเสนอโปรดเกล้าซึ่งไม่สามารถระบุเวลาได้ และหลังจากโปรเกล้าเรียบร้อยแล้ว กทช.ทั้งหมดจะต้องเลือกประธานบอร์ดคนใหม่ และเสนอโปรดเกล้าอีกครั้ง ซึ่งขั้นตอนนี้ไม่สามารถระบุระยะเวลาสิ้นสุดได้เช่นกัน


True” โชว์ไตรมาส 3 ฟื้นตัว!!! EBITDA โดยร่วมเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 ส่งผลกำไรสุทธิกว่าร้อยล้าน

November 24, 2009

บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ฟื้นตัวจากผลกระทบของฤดูกาลในไตรมาส 2 รายได้จากการให้บริการและ EBITDA ของกลุ่มทรู เติบโตต่อเนื่องนอกจากนี้ ทรูมูฟยังมีผลประกอบการเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมาและปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทได้รับการตอบสนองจากตลาดดีมาก ส่งผลให้ความน่าเชื่อถือทางการเงินของกลุ่มทรูปรับตัวดีขึ้น

รายได้จากการให้บริการโดยรวม (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่าย หรือ IC) ของกลุ่มทรูในไตรมาสนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากไตรมาสที่ผ่านมา เป็น 13 พันล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของทรูมูฟและทรูวิชั่นส์หลังการปรับตัวดีขึ้นตามฤดูกาล ทำให้  EBITDA (กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายตัดจ่าย) โดยรวมเพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 0.9 เป็น 4.8 พันล้านบาท หลังหักรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในไตรมาส 2 ที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายด้านคอนเทนต์ของทรูวิชั่นส์หากเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า รายได้จากการให้บริการโดยรวม (ไม่รวมค่า IC) เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 เนื่องจากการเติบโตของทรูมูฟและทรูออนไลน์ นอกจากนี้  EBITDA โดยรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.8 เนื่องจากรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้น และความสำเร็จในการควบคุมรายจ่ายค่า IC สุทธิได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดผลกำไรสุทธิจำนวน 123 ล้านบาท ในไตรมาส 3

ศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร กล่าวว่า “ในไตรมาส 3 กลุ่มทรูมีความก้าวหน้าในหลายๆด้าน โดยผลประกอบการของทรูมูฟปรับตัวดีขึ้นมาก จากการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของบริการที่ไม่ใช่เสียง (Non-voice) ในขณะที่บริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ (International Roaming – IR) เริ่มฟื้นตัว รวมทั้งความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของทรูมูฟในการบริหารค่า IC สำหรับบริการบรอดแบนด์ มีรายได้เติบโตต่อเนื่อง และสามารถเพิ่มยอดผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิในอัตราก้าวกระโดดในไตรมาสนี้ นอกจากนั้น ทรูวิชั่นส์ยังได้รับอนุญาตจากบริษัท อสมทจำกัด (มหาชน) ให้ดำเนินการหารายได้จากการรับทำการโฆษณาในช่องรายการของทรูวิชั่นส์ซึ่งจะส่งผลให้มีการผลิตคอนเทนต์ต่างๆ เพิ่มขึ้นทำให้ผู้ชมได้รับชมรายการที่หลากหลายยิ่งขึ้นในขณะที่รายได้จากโฆษณาจะสามารถพัฒนาเป็นแหล่งรายได้ใหม่ที่มีความสำคัญต่อไปในอนาคต”

สำหรับทรูมูฟ รายได้จากการให้บริการ(ไม่รวมค่า IC) เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.6 จากไตรมาส2 เป็น 5.9 พันล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของบริการที่ไม่ใช่เสียง (Non-voice) และการฟื้นตัวของบริการโทรศัพท์ข้ามแดนระหว่างประเทศ นอกจากนี้   EBITDA ยังเพิ่มขึ้นอย่างมากถึงร้อยละ 17.7 เป็น 1.8 พันล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและความสามารถในการควบคุมค่าใช้จ่ายและค่า IC ได้อย่างต่อ-เนื่อง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า รายได้จากการให้บริการโดยรวมเติบโตร้อยละ 6.8 ส่วนใหญ่มาจากบริการแบบรายเดือน และ EBITDA ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอัตราร้อยละ 32.3 ด้วยรายได้จากการให้บริการที่เพิ่มขึ้นและรายจ่ายค่า IC สุทธิที่ลดลง

แม้ว่าตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่จะเข้าใกล้จุดอิ่มตัว แต่ทรูมูฟสามารถเพิ่มยอดผู้ใช้บริการรายใหม่ในไตรมาส 3 ได้ 117,559 รายทำให้มีจำนวนผู้ใช้บริการรวมทั้งสิ้น 15.4 ล้านราย ในขณะที่บริการแบบรายเดือนยังคงเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.7 จากไตรมาสก่อนหน้า และร้อยละ 22.5 จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินกลยุทธ์คอนเวอร์เจนซ์ และการจำหน่ายสมาร์ทโฟนอาทิ iPhone 3G และ 3G S รวมทั้ง แบล็คเบอร์รี่ นอกจากนั้น รายได้จากบริการที่ไม่ใช่เสียงยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอัตราร้อยละ15.5 จากไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาเนื่องจากผู้บริโภคมีความต้องการบริการด้านข้อมูลเพิ่มขึ้น และเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา รายได้จากบริการที่ไม่ใช่เสียงเติบโตร้อยละ 13.5 บางส่วนมาจากคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับรายการอะคาเดมี่ แฟนเทเชีย

ทรูออนไลน์มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา เป็น 6.5 พันล้านบาท โดยรายได้จากบริการบรอดแบนด์บริการคอนเวอร์เจนซ์ และรายได้จากธุรกิจใหม่ๆ เช่น บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (IDD) และธุรกิจ Data Gateway เพิ่มขึ้นซึ่งสามารถชดเชยรายได้จากบริการโทรศัพท์พื้นฐานที่ลดลง สำหรับบริการบรอดแบนด์ มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.7 จากปีก่อนหน้าเป็น1.4 พันล้านบาท โดยในไตรมาสนี้ สามารถเพิ่มยอดผู้ใช้บริการรายใหม่สุทธิได้ 17,955 รายทำให้มีจำนวนผู้ใช้บริการบรอดแบนด์ ทั้งหมดประมาณ 665,000 ราย

ทรูวิชั่นส์ มีจำนวนสมาชิกเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนหน้า เป็น 1.64 ล้านราย ในขณะที่การเริ่มรายการฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ช่วยทำให้ยอดสมาชิกแพ็คเกจพรีเมี่ยมเติบโตขึ้น หลังจากได้รับผลกระทบจากฤดูกาลในไตรมาส 2 ยิ่งไปกว่านั้นอัตราการเปลี่ยนแพ็คเกจสำหรับลูกค้าในระดับกลาง-ล่างมาใช้แพ็คเกจที่มีราคาสูงกว่าของทรูวิชั่นส์ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 36.8 จากร้อยละ26.3 ในปีก่อนหน้า ทั้งนี้ ในไตรมาส 3 ทรูวิชั่นส์มีรายได้จากการให้บริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากไตรมาสที่ผ่านมา เป็น 2.3 พันล้านบาท

ในช่วงเก้าเดือนแรกของปี 2552 กลุ่มบริษัททรูได้ชำระคืนหนี้จำนวน 4.9 พันล้านบาททำให้ปัจจุบันอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดลงเป็น 2.9 เท่า เมื่อเทียบกับ 3.6 เท่าในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

นพปฎล เดชอุดม หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน กล่าวเสริมว่า “สถานะทางการเงินของกลุ่มทรู ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องการออกหุ้นกู้สกุลเงินบาทเพื่อชำระคืนหนี้ของทรูออนไลน์ ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยสามารถระดมทุนได้ประมาณ 7 พันล้านบาทและหลังจากการจัดทำรีไฟแนนซิ่งให้กับธุรกิจทรูออนไลน์เรียบร้อยแล้ว บริษัทมีแผนที่จะเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้กับธุรกิจทรูมูฟ และธุรกิจทรูวิชั่นส์ต่อไป”

ทรูยืนยันให้การสนับสนุนการเข้าร่วมขบวนการคัดเลือกเพื่อรับใบอนุญาต 3G บนคลื่นความถี่ 2.1GHz ที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆนี้ โดยศุภชัยกล่าวย้ำว่า “บริษัทจะเข้าร่วมขบวนการคัดเลือกใบอนุญาต 3G และมีแนวทางในการระดมทุนหลายแนวทาง รวมทั้งการใช้กระแสเงินสด ซึ่งมีจำนวนกว่า10,000 ล้านบาท ณ ปลายไตรมาส 3 ปี 2552 เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพของบริการ 3G และมีความพร้อมที่จะให้ลูกค้าได้สัมผัสประสบการณ์ 3G ที่ครบถ้วนสมบูรณ์แบบ ด้วยคอนเทนต์ โครงข่าย และบริการต่างๆ บนแพลทฟอร์มหลากหลาย ภายใต้ยุทธศาสตร์คอนเวอร์เจนซ์ของกลุ่มทรู”

ที่มา : เทเลคอมเจอร์นัล


ส.ว.โหวตเลือก4กทช. ครบองค์ลุยประมูล3จี

November 24, 2009

วุฒิสภาเลือกรอบสองฉลุยได้ “สุรนันท์” เป็น กทช. แทนตำแหน่งที่ว่างจากการลาออก ส่วนการคัด กทช.แทนตำแหน่งที่ว่างจากการจับสลากออก 3 คน รอบแรก “พ.อ.นที-บัณฑูร” ผ่าน รอบสอง “พนา”นำลิ่ว

ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวานนี้ (23 พ.ย.)มีนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเป็นประธานการประชุม เพื่อเลือกกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แทนตำแหน่งที่ว่างโดยการลาออก 1 ตำแหน่ง โดยมีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 2 คน คือนายสุรนันท์วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ กทช. และ พล.อ.ชูชาติสุขสงวน ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของ กทช.อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงแรกเป็นการประชุมโดยเปิดเผย เพื่อพิจารณารายงานการตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ซึ่งมีการอภิปรายประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีประเด็นน่าสนใจ อาทิ นายวรินทร์ เทียมจรัส ส.ว.สรรหากล่าวว่า มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากว่า มีการนำผู้สมัครบางคนมาขอเสียงสนับสนุน และแจกเอกสารแนะนำตัวหลังห้องรับประทานอาหารของสมาชิกในช่วงที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรขอให้คณะ กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ชี้แจงด้วยเพราะปฏิเสธรับเป็นเรื่องร้องเรียน

ส่วนนายธวัช บวรวนิชยกูร ส.ว.สรรหากล่าวว่า กมธ.ได้ขอข้อมูลไปยังองค์กรต่างๆ ไม่ได้มีการส่งข้อมูลมา แต่ภายหลังวันที่ 13 พ.ย.ที่ผ่านมา ทำไมมีการส่งเอกสารจาก สตง.มาและส่งให้สมาชิกที่บ้านโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับนายสุรนันท์ ถึง 5 ประเด็น จึงสงสัยว่ามีกระบวนการทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ได้รับการเสนอชื่อหรือไม่

ขณะที่นายอนันต์ วรธิติพงศ์ ส.ว.สรรหาเลขานุการ กมธ. ชี้แจงว่าเอกสารดังกล่าวตนไม่ได้รับ และคิดว่าข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่ถูกพาดพิง เพราะไม่มีโอกาสได้ชี้แจงอย่างไรก็ดี การทำงานของ กมธ.ได้ตรวจสอบประวัติ และความประพฤติ โดยได้ข้อมูลจาก17 องค์กร และจะขอชี้แจงในการประชุมลับทำให้นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษกล่าวว่า เอกสารที่มาภายหลังโดยที่ผู้ได้รับการเสนอไม่ได้ชี้แจง ถือว่าไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ถูกกกล่าวหา จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ด้วย

จากนั้นเป็นการประชุมลับใช้เวลา 30 นาทีก่อนที่จะลงมติด้วยการใช้บัตรลงคะแนนลับ ซึ่งต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง คือต้องได้ 76 เสียงขึ้นไป หากรอบแรกได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้ลงคะแนนลับรอบที่สองทันที โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเช่นกัน หากไม่ได้ให้วุฒิสภาส่งชื่อกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา เพื่อสรรหาผู้สมควรเป็นกทช.มาใหม่

ทั้งนี้ การลงคะแนนลับรอบแรก ผลปรากฏว่านายสุรนันท์ ได้ 69 คะแนน พล.อ.ชูชาติ ได้56 คะแนน งดออกเสียง 17 คะแนน ทำให้ต้องมีการลงคะแนนลับรอบสอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนลงคะแนน พล.ต.อ.โกวิท ภักดีภูมิ ส.ว.อ่างทอง ขอหารือว่า วุฒิสภา เคยเลือก กทช. โดยลงคะแนนไม่ถึงกึ่งหนึ่งมาแล้วรอบหนึ่ง เมื่อหลายเดือนที่แล้ว ทำให้การเลือก กทช.ล่าช้ามา1 ปี ขณะที่ กทช. มีความสำคัญมาก ขณะนี้ก็มีเค้าลางว่าอาจจะได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่งอีกครั้งทำให้ต้องมีการสรรหามาใหม่ จึงขอหารือว่ามีทางออกอื่นอย่างไรบ้าง เรื่องนี้ทำให้นายนิคม ไวยรัชพานิชรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ที่กำลังทำหน้าที่ประธาน การประชุมแจ้งว่าในที่ประชุม กมธ.วิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิ) เห็นปัญหาและหารือเรื่องนี้ และเห็นว่า ใครได้คะแนนสูงกว่าในรอบแรก ส.ว.ก็มีสัญญาสุภาพบุรุษกันอยู่ จากนั้นจึง มีการลงคะแนนลับรอบสอง ผลปรากฏว่านายสุรนันท์ ได้ 82 คะแนน พล.อ.ชูชาติ ได้42 คะแนน งดออกเสียง 17 คะแนน ทำให้นายสุรนันท์ได้รับเลือกเป็น กทช. ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการตรวจสอบเอกสารอีกครั้งก่อนที่ประธานวุฒิสภาจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

นที-บัณฑูร-พนา”แทนผู้พ้นตำแหน่ง
หลังจากได้ กทช. ที่มาแทนผู้ที่ลาออกแล้วจากนั้นเข้าสู่วาระการเลือก กทช.แทนตำแหน่งที่ว่าง กรณีกรรมการพ้นตำแหน่งโดยการจับสลาก 3 คน ทั้งนี้ มีผู้ได้รับการเสนอชื่อ 6 คนคือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ นายธรรมนูญ จุลมณีโชติพล.ร.อ.สุรินทร์ เริงอารมณ์ นายบัณฑูร สุภัควณิช นายพนา ทองมีอาคม และนางนรีวรรณจินตกานนท์ เก่งเรียน โดยเป็นการประชุมลับใช้เวลา 45 นาที ก่อนที่จะลงมติด้วยการใช้บัตรลงคะแนนลับ ซึ่งต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือต้องได้ 76 เสียงขึ้นไป หากรอบแรกได้ไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ให้ลงคะแนนลับรอบที่สองทันที โดยต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งเช่นกัน หากไม่ได้ให้วุฒิสภาส่งชื่อกลับไปให้คณะกรรมการสรรหา สรรหาผู้สมควรเป็น กทช.มาใหม่

ทั้งนี้ การลงคะแนนลับรอบแรก ผลปรากฏพ.อ.นที ได้ 117 เสียง นายบัณฑูรได้ 83 คะแนนนายพนา ได้ 75 คะแนน พล.ร.อ.สุรินทร์ ได้ 52 คะแนนนางนรีวรรณ ได้ 48 คะแนน นายธรรมนูญ ได้ 26 คะแนน ทำให้ รอบแรกถือว่ามี 2 คน ได้รับเลือกคือ พ.อ.นที และ นายบัณฑูร

ส่วนการลงคะแนนรอบสองอีก 1 ตำแหน่งปรากฏว่า นายพนา ได้ 109 คะแนน  พล.ร.อ.สุรินทร์ ได้ 19 คะแนน นายธรรมนูญ ได้ 4 คะแนน นางนรีวรรณ ได้ 2 คะแนน ทำให้นายพนา ได้รับเลือกเป็น กทช.  ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นการตรวจสอบเอกสารของผู้ได้รับเลือกทั้งสามคนอีกครั้ง ก่อนที่ประธานวุฒิสภา จะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯต่อไป

เอกชนทำใจ 3G ส่อเลื่อนยาว
พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานกทช.กล่าวว่า กทช.ชุดจับฉลากลาออกจะยังคงทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กทช.ชุดใหม่ ส่วนเรื่องต่างๆ ที่ กทช.ชุดจับฉลากออกได้ทำไว้ โดยเฉพาะเรื่องการประมูลคลื่นความถี่ 3G นั้นขึ้นอยู่กับว่า กทช.ชุดใหม่จะนำเรื่องดังกล่าวไปดำเนินการต่อทันทีหรือนำแผนที่ทำไว้ไปทบทวนอีกครั้งก็สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 อย่างขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กทช.ชุดใหม่

นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การประมูล 3G นั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ กทช.ชุดใหม่ 4 คนที่จะเข้ามารับช่วงต่อ หาก กทช.ชุดใหม่ต้องการเดินหน้าประมูล 3G โดยยึดตามที่ กทช.ชุดเดิมเตรียมการไว้ก็ถือเป็นเรื่องดี ที่โครงการสามารถเดินหน้าได้ตามกำหนดเดิม แต่หากกทช.ต้องการทบทวนเรื่องดังกล่าวใหม่ก็ต้องปล่อยไปเพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช.และหากการประมูล 3G ล่าช้าออกไปอีก ภาคเอกชนก็ต้องยอมรับเพราะเรื่องดังกล่าวล่าช้ามานานแล้ว


3G กับกฎหมาย 12 ข้อที่ยังสะกิดจายยย

November 23, 2009

จากคำถามในเรื่องข้อสงสัยกฎหมายในประเด็นของ ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ความเห็นของกระทรวง ICT และประเด็นรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ในการทำประชาพิจารณ์ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 Telecom Journal จะขอทำ”เก๋า” รวบรวมคำอธิบายดังต่อไปนี้

ความเห็น ครม. เศรษฐกิจ

1.ทีโอที และ กสท จะยกเลิกสัมปทาน 2G ได้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2552 มาตรา 305 (1)  กำหนดว่า “มิ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสองมาใช้จนกว่าจะมีการตรากฎหมายตามมาตรา 47…แต่กฎหมายดังกล่าวต้องไม่กระทบกระเทือนถึงการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญา ที่ได้กระทำขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญานั้นจะสิ้นผล”

ปัจจุบัน ยังมิได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และ กิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 47 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และยังมิได้มีการตรากฎหมายตามมาตรา 47  ดังนั้นจึงยังไม่สามารถหยิบยกการอนุญาต สัมปทาน ตามมาตรา 305 (1) มากล่าวอ้างได้  แต่ พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544  ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ได้กำหนดในมาตรา 80 ว่า “ให้ ผู้ได้รับสัมปทานหรือสัญญาประกอบกิจการโทรคมนาคมจากทีโอที หรือ กสท ยังคงมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิเดิมตามที่ได้รับอนุญาต สัมปทานจนกว่าสัมปทานหรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุด”

มาตรา 80 วรรค 4 กำหนดว่า “ใน กรณีผู้ได้รับสัมปทานรายใดทำความตกลงกับทีโอทีหรือ กสท เพื่อเปลี่ยนการอนุญาตสัมปทานเป็นการรับใบอนุญาตตาม พรบ.นี้ให้ กทช. ดำเนินการออกใบอนุญาตตามขอบเขตเดิมตามระยะเวลาที่เหลืออยู่”

ดังนั้น  การจะยกเลิกสัญญาสัมปทานไม่สามารถกระทำได้ตาม พรบ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม  แต่หากผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานยินยอมตกลงกันจะเปลี่ยนการให้สัมปทานเป็นการรับใบอนุญาตจาก กทช.  แทนก็สามารถทำได้  ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

2. แผนแม่บทของกระทรวง ICT กำหนดให้แปรรูปสัมปทานในปี 2553   จะนำมาใช้บังคับเอกชนในการยกเลิกสัญญาสัมปทานได้หรือไม่

ข้อพิจารณา

แผนแม่บทของกระทรวง ICT เป็นแผนในการใช้ดำเนินงานของ ICT ซึ่งในการดำเนินงานก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายใดๆ การกำหนดให้แปรรูปสัมปทานก็อาจจะทำได้ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม  มาตรา 8  วรรค 4 ที่ทั้งผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานต่างตกลงยินยอมกันให้เปลี่ยนจากสัมปทานเป็นการได้รับใบอนุญาตจาก กทช.   แต่จะบังคับการแปรรูปสัมปทานโดยการยกเลิกสัมปทานไม่ได้  เพราะมิได้มีกฎหมายใดรองรับให้กระทำได้และขัดต่อมาตรา  80  ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม  ที่กำหนดให้ผู้รับสัมปทานมีสิทธิประกอบกิจการจนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุด

3. นายกรัฐมนตรีสั่ง กทช. ให้ยื่นกฤษฎีกาตีความอำนาจ กทช. ออกใบอนุญาต 3G ได้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

การพิจารณาว่า กทช. มีอำนาจอย่างไรนั้นเป็นเป็นดุลยพินิจการใช้อำนาจของ กทช.  ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  51  ของ พ.ร.บ.  องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ  พ.ศ.2543   ครม. หรือ นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการตามกฎหมายที่จะให้ กทช. ต้องถามถึงอำนาจตัวเองต่อกฤษฎีกา

แต่หาก ครม.  หรือ นายกรัฐมนตรีสงสัยเรื่องอำนาจ กทช. ก็อาจทำถามต่อกฤษฎีกาเองได้   หาก กทช. ได้ดำเนินการไปตามที่เห็นว่าเป็นอำนาจของตนแล้ว  แต่หากกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือของรัฐบาลว่ามิใช่อำนาจ กทช.  รัฐบาลก็ไม่อาจที่จะยกมาเป็นเหตุว่า กทช. ไม่มีอำนาจดำเนินการได้  เพราะข้อพิจารณาของกฤษฎีกาเป็นเพียงการให้ความเห็นต่อรัฐบาลเท่านั้น  หากผู้ใดคิดว่า กทช. ไม่มีอำนาจและได้รับความเสียหายก็ต้องยื่นฟ้อง กทช. ต่อศาลเอง

4. หากผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานจะเข้าประมูล 3G จะต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อนหรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง กล่าวคือ ทีโอทีอนุญาตให้บริษัทดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT 900 และ GSM ทั้งประเทศ ส่วน กสท อนุญาตให้บริษัทดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS 800 และ GSM 1800 นั้น

การให้บริการ 3G เป็นคนละระบบและคนละคลื่นความถี่จากที่ได้รับสัมปทาน  ดังนั้นการให้บริการ 3G จึงไม่เกี่ยวกับการให้บริการตามสัญญาสัมปทานบริษัทสามารถเข้าประมูล 3G ได้โดยไม่ต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อนแต่อย่างใด

5. หาก กทช. จะกำหนดใน IM ว่าผู้ได้รับสัมปทาน 2G อยู่แล้วห้ามประมูล 3G จนกว่าจะแปรสัญญาสัมปทานเดิมก่อน ทำได้หรือไม่?

ข้อพิจารณา

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 43 กำหนดว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้  เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  เฉพาะเพื่อประโยชน์ความมั่นคง…หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือวัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน”

หาก กทช. กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล 3G ต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อน  โดยมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้  การทำดังกล่าวถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบในการกีดกันการประกอบอาชีพอย่างเป็นธรรม  การ จะอ้างลอยๆ ว่าเพื่อความมั่นคงหรือป้องกันการผูกขาดก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะกฎหมายเฉพาะในแต่ละเรื่องก็มิได้มีการกล่าวถึงว่าต้องให้แปรสัญญา สัมปทานเดิมก่อน ทั้งๆที่มิได้มีความเกี่ยวข้องกันทั้งระบบและคลื่นความถี่  แต่กลับกลายเป็นบังคับให้เอกชนที่รับสัมปทานเดิม ( 2G ) ต้องทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.องค์กรการจัดสรรฯและ พ.ร.บ.ฯ การประกอบกิจการฯ ที่ให้คงสิทธิการได้รับสัมปทานไว้

กทช. สามารถกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าประมูลอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่กำหนดไว้แล้ว  และต้องไม่เป็นการกีดกันขัดขวางการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญ

6. มติ ครม. สามารถถือเป็นคำสั่งให้ กทช. ต้องปฏิบัติหรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

มติ ครม. เป็นการพิจารณานโยบายโดยรวม  สั่งการให้ส่วนงานของรัฐนำไปถือปฏิบัติ  หรือนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

กทช. เป็นองค์กรอิสระแต่ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐย่อมต้องถือปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล  แต่ การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็ต้องมิให้ขัดต่อกฎหมายและอำนาจของ กทช.เอง มิฉะนั้นอาจมีผู้ยกเหตุขึ้นฟ้องร้องว่า กทช. ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

7. กทช ไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต????!!!!!!!

ข้อพิจารณา

เมื่อรัฐธรรมนูญระบุให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียวตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ทัน 180 วัน ตามบทเฉพาะกาลกำหนด มองว่าระยะเวลา 180 วัน ในบทเฉพาะกาล คือ ระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับ เพราะถ้าเป็นระยะเวลาบังคับจะระบุไว้ว่า ถ้าทำไม่เสร็จแล้วจะให้ยุบไป หรือตั้งต้นกระบวนการใหม่ เหมือนที่ในรัฐธรรมนูญ 2540 เขียนไว้ แต่เมื่อในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ ได้กำหนดไว้จึงเป็นแค่ระยะเวลาเร่งรัด คือ ถ้าทำช้ารัฐบาลก็จะถูกตำหนิทางการเมือง ไม่มีผลทางกฎหมาย ฉะนั้นองค์กรเดิมก็ยังมีอำนาจอยู่ แม้ กทช.จะลาออกไป 1 คน ไม่ครบ 7 คน ตามกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯซึ่งยังใช้อยู่ เพราะยังไม่มีใครบอกให้ยกเลิกในกรณีนี้ ตามกฎหมายเดิมกำหนดให้องค์ประกอบลดเหลือ 6 คน และให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้จับฉลากออกทำหน้าที่ต่อไปได้ ฉะนั้นกรณีนี้ กทช.มีอำนาจเต็มที่ที่จะทำได้ แต่ต้องดูว่าแล้วมีความเหมาะสมแค่ไหน ถ้าเอาประเด็นเรื่องอำนาจของตัวองค์กร กทช.มีอำนาจให้ใบอนุญาต 3G ได้ แต่ควรรอคนที่วุฒิสภาจะเลือกมาแทนเพื่ออยู่ไปจนกว่า กสทช.จะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องมาคิดกัน เพราะถ้าจะตีความเรื่องนี้ต่อไปก็จะมองได้ว่าเป็นแค่ชุดชั่วคราวระหว่างรอ องค์กรใหม่อีก คือ ถ้าเอาเรื่อง 3G ไปผูกกับตัวองค์กรมากไปก็จะทำอะไรไม่ได้เลยอย่างน้อย 1 ปี ก่อนมี กสทช. ฉะนั้นการตีความกฎหมายต้องให้ทุกอย่างไหลลื่นต่อไปได้

ขณะเดียวกันถ้าเป็นเรื่องของอำนาจขององค์กร ทางปกครองก็มี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 กำหนด ไว้ว่า ถ้าปรากฏในภายหลังว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานที่ไม่มีอำนาจก็ไม่กระทบถึง สิ่งที่ได้ทำไป ฉะนั้นถ้าทำไปแล้วยังคงอยู่ ยกเว้นแต่จะมีเรื่องที่บกพร่องรุนแรงขนาดทำให้เสียเปล่าหรือเป็นโมฆะไป ซึ่งเกิดขึ้นไม่ง่าย หรือมีปัญหาว่า กทช.ไปฮั้วกับคนประมูลก็เป็นอีกเรื่อง ดังนั้นการกระทำใด ๆ ของ “กทช.” ตอนนี้จะผูกพันต่อเนื่อง เมื่อเอกชนได้ใบอนุญาตเพราะเกิดขึ้นบนฐานของคำสั่ง กทช. ฉะนั้นแม้จะมีองค์กรจัดสรรคลื่นฯใหม่ ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ เว้นแต่กฎหมายใหม่จะไปเขียนอะไรที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็อาจมีปัญหาว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะได้สิทธิตามใบอนุญาต แต่ถ้า กทช.ส่งเรื่องอำนาจขององค์กรไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็ต้องดูประเด็นที่ถาม อะไร หากถามว่า มีอำนาจหรือเปล่า  ถ้าตั้งคำถามใน เชิงขอคำปรึกษา ศาลอาจไม่ตอบ เพราะไม่ได้มีหน้าที่ให้คำปรึกษา มีหน้าที่ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ไปบอกว่า คุณทำได้ ทำไม่ได้ก่อน คุณต้องดูกฎหมายของคุณเองแล้วตัดสินใจไป หากมีคนไม่เห็นด้วยเขาก็จะมาฟ้องศาลรัฐธรรมนูญปี 50 ในมาตรา 305 (1) เขียนชัดเจนว่า บทบัญญัติในเรื่องขององค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ทั้งใน กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่จะรวมเป็นองค์กรเดียวตามมาตรา 47 วรรคสองจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการตรากฎหมายจัดตั้งองค์กรจัดสรรฯ ใหม่มาแทน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ ปี 2543

ดังนั้น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ ฉบับปี 2543 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่โดยสมบูรณ์ กทช. ซึ่งมาจากกฎหมายดังกล่าว จึงยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 51 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ มิใช่พ้นหน้าที่ไปแต่อย่างใด เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้บังคับ หากแปลความเช่นนี้ กทช. ชุดนี้ มิต้องพ้นหน้าที่ไปโดยทันทีเลยหรือ

การที่มี กทช. จับสลากออกจำนวน 3 คนเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ก็จะต้องมีการสรรหา กทช. ใหม่มาแทนที่ กทช. ที่จะจับสลากออกนั้น ตามมาตรา 13 ประกอบกับมาตรา 50 พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ กทช.ที่จับสลากออกจึงยังมีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ ต่อไปโดยสมบูรณ์ มิใช่อยู่เพียงแค่กำกับดูแลงานประจำเท่านั้น หาก กทช. ที่จับสลากออกไปไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ คอยรับเงินเดือนไปวันๆ  ก็จะมีการฟ้องร้องว่า กทช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

การจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. ที่ดำเนินการได้ ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2543 มาตรา 51 (3) (4) (5) ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ 386/2549) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กทช. ได้เริ่มดำเนินการการจัดสรรคลื่น 3G มาตั้งแต่ปี 2549 เมื่อมีความเห็นของกฤษฎีกา มาจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 3 ปี ซึ่งล่าช้าไปมากแล้ว

ความเห็น กระทรวง ICT

8. เรื่องรัฐต่างด้าวเข้ามาแข่งขัน

ข้อพิจารณา

ขณะที่ข้อกังขาเรื่องรัฐต่างด้าวที่จะเข้ามาแข่งขันว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยืนยันว่า ในรัฐธรรมนูญไทยคำว่า “รัฐ” ย่อม หมายถึงรัฐไทย หากจะหมายถึงรัฐต่างด้าวจะถูกเขียนไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีนี้หากรัฐต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยย่อมเข้ามาในฐานะเอกชน ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ และย่อมถูกควบคุมด้วยกฎหมาย เอกชนของไทย ฉะนั้นการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศต้องมีความแน่นอนในกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ประกอบกิจการคนต่างด้าว รัฐบาลจะเอาอย่างไร เปิดให้แค่ไหน ถ้าอยากจะปรับก็ไปปรับเงื่อนไขในตัว พ.ร.บ.ต่างด้าว ถ้าเขาไม่ทำตาม ก็พักใบอนุญาต หุ้นก็ตกระเนระนาด เขาไม่กล้าหรอก เรื่องความมั่นคงเป็นประเด็นที่พิจารณาภายหลัง ซึ่งมองเห็นว่าเป็นประเด็นที่อ่อน เพราะมันเป็นคลื่นพาณิชย์ไม่ใช่คลื่นทหาร

การให้ต่างชาติทำธุรกิจโทรคมนาคมได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องนโยบายของรัฐที่ต้องกำหนดขึ้น ซึ่งไม่ควรกลัวทุนต่างชาติในธุรกิจนี้  เพราะ โครงข่ายตั้งอยู่ในประเทศเรา คลื่นความถี่อยู่กับเรา ไม่ได้ไปไหน เรื่องการควบคุมสามารถทำได้เพราะเราเป็นคนออกคำสั่งให้ใบอนุญาต

เรา ต้องยอมรับว่า เราไม่มีเงิน และเทคโนโลยีพวกนี้เราไม่ได้สร้างขึ้นได้เอง ฉะนั้นต้องมาดูว่าแล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไร ถ้าเห็นว่าเทคโนโลยีพวกนี้ไม่จำเป็น เราไม่มีเงินก็ไม่ใช้ ก็จบ ไปเขียนระบุห้ามต่างชาติไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว

ตอน นี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องการ แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าเมื่อเขาเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเรา เขาต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรา เราไม่ได้สูญเสียอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายไป เขาเข้ามาในฐานะเอกชน นโยบายจะเอาอย่างไรก็เขียนไป

สัดส่วน ของการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวก็เป็นประเด็นที่พูดกัน ประเทศไทยปกครองตามระบบนิติรัฐ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ในเมื่อพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สามจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542ก็ จะต้องเป็นไปตามนี้ กทช. ไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศ หรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่มีลำดับชั้นของกฎหมายต่ำกว่าพระราชบัญญัติ มาหักล้างหรือขัดแย้งบทบัญญัติในเรื่องนี้ที่เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หากไม่ทำเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนที่กลัวกันว่าจะเป็นช่องทางให้บรรดาต่างชาติจัดตั้ง nominee ขึ้นมานั้น ก็มีมาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในมาตรา 36 ที่ จะฟ้องร้องบรรดาไทยเทียมทั้งหลายต่อศาลอยู่แล้ว และหากถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด บริษัทนั้นก็จะขาดคุณสมบัติความเป็นบริษัทไทย และไม่มีสิทธิถือใบอนุญาตได้อีก กทช. ก็เอาใบอนุญาตกลับคืนมา และออกประมูลได้เงินอีกรอบหนึ่ง รัฐจึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด มีแต่เอกชนเท่านั้นที่ต้องรับความเสี่ยงไป

แต่ หาก กทช. ปิดกั้นโดยใช้ข้อสงสัยว่าบริษัทนั้นอาจจะเป็นต่างด้าวแต่ภายหลังศาลตัดสิน ว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทไทย รัฐก็อาจจะต้องสูญเสียโอกาสที่จะเปิดให้มีการแข่งขันในการประมูลเพื่อขอใบ อนุญาต และสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากการประมูลในราคาที่มีการแข่งขันเหมาะสม และอาจถูกเอกชนที่ถูกตัดสิทธิฟ้องร้องด้วย

การอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (1) ว่า รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือผลประโยชน์ส่วนรวม หรือสาธารณูปโภคนั้น ก็เพื่อคุ้มครองการประกอบกิจการของเอกชนที่จะมิให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ อาศัยความได้เปรียบมาแข่งขันด้วย

คำ ว่า รัฐ ในที่นี้ย่อมหมายถึงรัฐบาลไทยเท่านั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่อาจมีผลไปบังคับให้รัฐบาลต่างประเทศต้องมี แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจเหมือนกับแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยได้ เช่นเดียวกัน  ก็ คงไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศใดในโลก ห้ามมิให้รัฐบาลไทยไปค้าแข่งกับเอกชนในบ้านเขา เพราะเหตุเพียงแค่ว่าเป็นรัฐบาลไทยหรือเป็นรัฐวิสาหกิจไทย มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญของนานาชาติทำนองเดียวกับกฎบัตรของสหประชาชาติ อีกอย่าง การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เมื่อมีต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ว่าเป็นใคร พอเข้ามาประเทศไทยก็ต้องลงทุนภายใต้กฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ทั้งสิ้น และไม่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าเอกชนไทยแต่อย่างใด จึงเป็นการตอกย้ำว่า คำว่า รัฐ นี้ หมายถึงรัฐบาลไทยเท่านั้น

9. สิทธิในเลขหมายเดิม 2G เป็นของ TOT/CAT ที่กทช ไม่มีสิทธิ์ในการโอนไปให้เอกชน 3G (MNP)

ข้อพิจารณา

สิทธิ ในเลขหมายคืออะไร ในเมื่อ กทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมของประเทศแทนที่ TOT และ กสท แล้ว เลขหมายโทรศัพท์ก็ย่อมจะต้องอยู่ในการกำกับดูแลของ กทช. ด้วย ซึ่งทั้ง TOT และ กสท ในปัจจุบันก็ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมเลขหมายให้แก่ กทช. อยู่แล้ว เพราะถ้าคิดว่าเลขหมายเป็นของตนเอง จะไปชำระทำไม TOT และ กสท ก็มีสถานะเหมือนกับผู้รับใบอนุญาตอื่นๆ ซึ่ง กทช. ก็จะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันด้วย มิได้ให้สิทธิพิเศษดีไปกว่า

แม้กระทั่งกับความสัมพันธ์ระหว่าง TOT หรือ กสท กับผู้รับสัมปทาน ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนี้ ถ้าเรื่องใดเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. TOT หรือกสท.จะไปสั่งผู้รับสัมปทานให้ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว แม้จะเขียนไว้ในสัญญาก็ตาม

ซึ่งก็ได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดตัดสินไว้แล้ว ในคดีระหว่าง TOT กับ TT&T (คดีหมายเลขแดงที่ อ.535/2551 วันที่ 4 ธันวาคม 2551) และตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ในมาตรา 12 ก็ รองรับสิทธิของผู้ใช้บริการที่จะใช้เลขหมายเดิมต่อไปแม้จะมีการเปลี่ยนผู้ ให้บริการ ซึ่ง กทช.ก็ได้ออกหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้มาแล้ว ฉะนั้น TOT และ กสท ซึ่งเป็นเพียงผู้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง จะเอาสิทธิอะไรมาบังคับมิให้ ผู้ใช้บริการหากต้องการเปลี่ยนไปใช้บริการของเจ้าอื่นที่เห็นว่าดีกว่า ว่าจะต้องไปแต่ตัว ห้ามเอาเลขหมายที่ใช้มานมนานติดตัวไปด้วย

ประเด็นรับฟังความคิดเห็นของ กทช.

10. การออกใบอนุญาตขัดกับความมั่นคง

ข้อพิจารณา

ธุรกิจ โทรคมนาคมเป็นธุรกิจหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติเป็น อย่างมาก ทำให้ประชาชนสามารถติดต่อกันได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และก็เหมือนธุรกิจอื่นที่มีความสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า น้ำประปา ธนาคาร เป็นต้น ที่มีเอกชนเข้าไปดำเนินการแล้ว เอกชนเหล่านั้นก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น จึงจะเห็นได้ว่า ธุรกิจโทรคมนาคมนั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด สิ่งที่จะกระทบความมั่นคงของชาติคือการกระทำของบุคคลต่างหาก ซึ่งผู้กระทำความผิด ไม่ว่าประกอบอาชีพอะไร ก็ต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นบัญญัติไว้อยู่แล้ว กทช. จึงไม่ควรที่จะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในเรื่องนี้เพิ่มเติมจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่แต่อย่างใด เนื่องจากหน้าที่ในการกำหนด ควบคุม รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐสภา หาใช่ กทช. ไม่

นอกจาก นี้ กิจการโทรคมนาคมมิได้จัดอยู่ในประเภทของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ปลอดภัยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ได้แก่

1. ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่ง เป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขาย อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ก็มิได้กำหนดให้กิจการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ควรต้องถูกควบคุมในการ ให้บริการแต่อย่างใด

2. พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่ง เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจำกัดสิทธิมิให้คนต่างด้าวเข้ามา ประกอบธุรกิจใดๆ ในประเทศไทยอย่างเสรี โดยจะสงวนประเภทของธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผล พิเศษไว้ในบัญชีหนึ่ง ธุรกิจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ ศิลปวัฒนธรรม หรือทรัพยากรธรรมชาติไว้ในบัญชีสอง และธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันกับต่างชาติไว้ในบัญชี สาม ซึ่งตามรายชื่อธุรกิจที่ถูกกำหนดว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือ ความมั่นคงของประเทศนั้น มิได้มีกิจการโทรคมนาคมรวมอยู่ด้วยอีกเช่นกัน

คำถามต่อ กทช. ความมั่นคงของชาติตามที่ กทช.ต้องการคืออะไร และ กทช.จะใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าผู้ใดกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ  มี กฎหมายฉบับใดของประเทศไทยหรือไม่ที่ระบุว่ากิจการโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงของชาติ หากเป็นความมั่นคงของชาติจริงแล้ว ทุกวันนี้ที่มีเอกชนเป็นผู้ลงทุนให้บริการสื่อสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ Internet หรือแม้แต่ดาวเทียม ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือ เหตุไฉนพอจะมาเป็นโทรศัพท์ 3G กลับมาบอกว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นอกจาก นี้ กทช เอาอำนาจใดมาตัดสิทธิว่าผู้ใดเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่มีความเหมาะสม โดยที่ไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับการใช้ดุลพินิจเช่นนี้ เกินสมควรหรือไม่ หากผู้ใดเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศจริง ก็จะต้องถูกหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ดำเนินการไปแล้ว มิใช่อำนาจหน้าที่ของ กทช.ที่จะตัดสิน หรือออกกฎเกณฑ์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา และหาก กทช.ตัดสินไม่ให้ผู้ใดเข้าประมูลเพราะเหตุผลของตนเองว่าผู้นั้นเป็นภัยต่อ ความมั่นคง ก็จะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพในการประกอบกิจการค้าขายในมาตรา 29 และมาตรา 43   ที่ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการประกอบกิจการโดยเสรี เว้นแต่จะมีกฎหมายจำกัดสิทธิไว้ กทช.จะรับผิดชอบอย่างไร หากไปตัดสิทธิเขาโดยไม่มีกฎหมายรองรับไว้ และภายหลังเขาไปฟ้องศาลและศาลตัดสินว่าเขาเป็นฝ่ายถูก

การ ที่จะตัดสิทธิไม่ให้ใครเข้าร่วมประมูลจะต้องตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ที่มีกฎหมายรองรับ มิใช่ขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจของผู้ใดเท่านั้น หาก กทช. จะไปขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ขอให้ กทช. ไปตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบเสียก่อนว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีอำนาจ หน้าที่เช่นนั้นหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502

และหากตัดสิทธิ์รายนั้นไปแล้ว ภายหลังพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา กทช.จะรับผิดชอบอย่างไร

มาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมาย ตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเจาะจง

มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การ จำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

อนึ่ง ตามคำรับรองในแบบคำขอ 6 ที่กำหนดข้อ 2.2 ที่ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตรับรองว่าการขอใบอนุญาตจะไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดแย้งต่อกฎหมาย โดยให้ กทช. พิจารณาตัดสิทธิเข้าร่วมประมูลได้ทันทีโดยไม่มีกฎหมายรองรับไว้นั้น เห็นว่า การที่ กทช. จะตัดสินผู้ใดนั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ที่บัญญัติว่า ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

กรณีดังกล่าวยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรืออาชีพโดยไม่มีกฎหมายรองรับตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 43 ประกอบกับมาตรา 29 บัญญัติไว้อีกด้วย

11. ข้อกำหนดคุณสมบัติขั้นแรก (Pre-Qualification)

การที่กทช. ระบุใน IM ว่า ควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลของผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (อาทิเช่นสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น) หรือไม่ อย่างไร เช่น

(1) กำหนดเงื่อนไขที่จะต้องดำเนินการแปรสัญญาสัมปทานตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ.2552-2556 ก่อนการเข้าประมูล

(2) การไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการประมูล

ข้อพิจารณา

เหตุใด กทช. จึงอยากจะกำหนดเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นการกำหนด set aside ตามข้อ 1. เพื่อให้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งไม่เคยให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมาก่อน และผู้ประกอบการที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 2 ประเภทนี้เท่านั้น มีสิทธิเข้าประมูล การกระทำเช่นนี้ท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ อย่างไร กรุณาให้ความกระจ่างด้วย

กรณีแปรสัญญ

1. สัญญาร่วมการงานเดิมได้รับการรับรองมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2550 ให้สัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับจนกว่าจะสิ้นสุดอายุสัญญา

2. การจะตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาย่อมจะต้องดำเนินการโดยภาครัฐและ เอกชนซึ่งเป็นคู่สัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาได้เพียงลำพัง เว้นแต่จะเข้ากรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติผิดสัญญา

3. การกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีการแปลงสัญญาร่วมการงานเท่ากับเป็นการบีบบังคับ ให้คู่สัญญาเอกชนต้องยอมขอยกเลิกสัญญาเสียก่อน เพื่อให้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลคลื่น 3G ได้นั้น เป็นการสร้างภาระเกินสมควร เป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า การจะเจรจาแปลงสัญญาร่วมการงานนั้นมิได้กระทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว ในอดีตเพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมตาม WTO และรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ ได้กำหนดไว้ รัฐบาลได้เคยมีการดำเนินการตั้งที่ปรึกษาหลายแห่งมาศึกษาวิจัย ให้คำปรึกษาและใช้เวลาหลายปีในการกำหนดรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการให้เอกชนจ่ายเงินชดเชยรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่ TOT และ CAT หรือการให้ TOT และ CAT เข้ามาถือหุ้น แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ฉะนั้น หากมีเงื่อนไขเช่นนี้ ผู้ประกอบการ 2G ไม่ว่ารายใด ย่อมไม่มีสิทธิมาขอรับจัดสรรคลื่น 3G อย่างแน่นอน

กรณีตัดสิทธิมิให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ 2G เข้าร่วมประมูลเลย

เงื่อนไขนี้มีความต่อเนื่องมาจากเงื่อนไขแรก เพราะผู้ประกอบการ 2G เดิม คงไม่สามารถแปรสัญญาร่วมการงานได้ทัน ก็จะต้องให้บริษัทในเครือมาเข้าประมูลแทน จึงต้องมีเงื่อนไขนี้เพื่อตัดมิให้มีผู้ประกอบการรายเดิมที่เป็นภาคเอกชน

ข้อกำหนดเช่นนี้ เป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบกิจการของภาคเอกชน แต่ไม่จำกัดสิทธิผู้ให้บริการ 2G ภาครัฐ ซึ่งจะให้บริการ 3G ใน ช่วงแรกถูกผูกขาดอยู่กับหน่วยงานของรัฐ และหากไม่มีเอกชนรายใหม่เข้ามาเลยหรือน้อยแล้ว ก็จะผูกขาดตลอดไปมิให้ต่อไป เป็นการบังคับและจำกัดมิให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันตามบทบาทหน้าที่ของ กทช.  ซึ่งจะเป็นผลเสียต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศอย่างร้ายแรง

เงื่อนไข ทั้งสองประการข้างต้น ถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการโดยไม่เป็นธรรม เข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 43 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การ จำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

12. มูลค่าใบอนุญาต

การที่กทช. ระบุใน IM ว่า ความเหมาะสมในการเปรียบเทียบมูลค่าการประมูลกับรายได้จากสัญญาสัมปทาน

ข้อพิจารณา

การจัดสรรคลื่น 3G ไม่ควรนำมูลค่าสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการ 2G มาเปรียบเทียบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยรายได้ของ TOT และ CAT ที่คิดว่าจะขาดหายไป เพราะลูกค้า 2G เปลี่ยนมาใช้ 3G จนหมดนั้น เพราะ

1. ผู้ที่เข้าประมูลมิใช่มีแต่เฉพาะผู้ประกอบการ 2G เดิม ราคาคลื่นความถี่ที่แต่ละคนเสนอ ย่อมอยู่บนมูลค่าของคลื่นที่แต่ละคนพอใจ ซึ่งเห็นว่าคุ้มทุนเมื่อนำไปใช้ให้บริการ จึงไม่เป็นธรรมและมีเหตุผลที่ราคาประมูลจะถูกอ้างอิงจากค่าส่วนแบ่งรายได้ ของบริการ 2G ในอนาคต

2. TOT และ CAT เองมิได้ขาดรายได้อย่างเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะบริการ 3G ย่อมจะต้องมีการสร้างโครงข่ายขึ้นมาใหม่ซึ่งต้องใช้เวลานับสิบปีจึงจะครอบคลุมประชากรทั้งหมด ในระยะแรกๆ ลูกค้า 2G เปลี่ยนไปใช้ 3G จะมีเพียงเล็กน้อย และด้วยความที่โครงข่าย 3G ยังมีน้อย ก็จะต้องมีการขอ roaming กับโครงข่าย 2G และโทรเข้าหาลูกค้า 2G เป็นส่วนใหญ่ TOT และ CAT ก็จะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่า roaming และค่า IC เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นการจัดสรรคลื่น 3G ไม่ควรนำมูลค่าสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการ 2G มาเปรียบเทียบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยรายได้ของ TOT และ CAT ที่คิดว่าจะขาดหายไป เพราะลูกค้า 2G เปลี่ยนมาใช้ 3G จนหมดนั้น

เพราะ รายได้จากสัญญาสัมปทาน หมายถึงส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดจากคู่สัญญา ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละปี และแต่ละคู่สัญญา รวมถึงอายุของสัมปทานของแต่ละฉบับ ส่วนแบ่งรายได้นี้ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ ส่วนมูลค่าการประมูล มาจากการคำนวณค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่ ที่ใช้หลักการคำนวณที่อ้างอิงได้ตามหลักสากล จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขนี้จริง หากภายหลังปรากฏว่า TOT และ CAT ยังได้เงินส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการ 2G อยู่ ก็จะต้องมีการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ประมูลด้วย

หนอยแน่ะ! วันนี้เล่นประเด็นกฎหมายเชียวเราชาว TJ!!!!!

 

Source: Link


บิ๊กเทเลนอร์หนุนดีแทคสู้ศึก 3G

November 23, 2009

ช้าไม่ได้ – บัคซอส (กลาง) นายใหญ่เทเลนอร์ ยัน 3G มีประโยชน์กับผู้บริโภคและเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่าการแปรสัญญาสัมปทานซึ่งถือ เป็นคนละเรื่องกัน “จอน เฟรดริค บัคซอส” นายใหญ่เทเลนอร์ ชี้พร้อมหนุนหลังดีแทคลงทุน 3G ในประเทศไทย ประกาศพร้อมยอมรับทุกเงื่อนไขรัฐ แจงการแปรสัญญาสัมปทานกับการประมูล 3G เป็นคนละเรื่องเดียวกันอย่าเอามาผูกกันให้มั่ว ยันเกิด 3G ประเทศไทยมีแต่ได้ประโยชน์ จอน เฟรดริค บัคซอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เทเลนอร์ กรุ๊ป กล่าวถึง การลงทุนโครงข่าย 3 G ในเมืองไทยว่า ปัจจุบันตลาดสื่อสารประเทศไทยมีความพร้อมอย่างมากกับการนำระบบ 3G เข้ามาใช้งาน ผู้บริโภคส่วนใหญ่มีประสบการณ์กับการใช้งานเครือข่าย 2G มาระยะหนึ่งแล้ว 3G จึงเป็นก้าวต่อไป “การมาของ3G จะส่งผลดีกับประเทศไทยหลายด้านที่เห็นไม่เฉพาะแต่ตลาดโทรคมนาคมเมืองไทยจะ พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง ก้าวทันประเทศเพื่อนบ้าน แต่จะส่งผลดีกับหลายด้าน เพิ่มการจ้างงาน กระตุ้นระบบเศรษฐกิจในประเทศได้อย่างมาก อย่างบังกลาเทศซึ่งเทเลนอร์ไปลงทุนระบบ 3G แล้วปัจจุบันโอเปอเรเตอร์อยู่ระหว่างเตรียมตัวนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ฯ” บัคซอส กล่าวว่า ด้วยพัฒนาการของระบบ 3G ประโยชน์สูงสุดจะตกอยู่กับผู้บริโภค ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกิดขึ้นในเมืองไทยในเร็ววันนี้ และไม่ควรนำไปผูกกับเรื่องแปรสัญญาสัมปทานของดีแทคที่คิดว่าต้องทำเรื่องนี้ ก่อน เพราะ2 เรื่องไม่ใช่เรื่องเดียวกันเพราะการแปรสัญญาสัมปทานไม่ได้ส่งผลประโยชน์กับ ผู้บริโภคโดยตรงเหมือนการเกิดขึ้นของ 3 G ในส่วนประเด็นถูกโจมตีว่าดีแทคเป็นของต่างชาตินั้น บัคซอสกล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ว่าเทเลนอร์ลงทุนประเทศไหนก็ให้ความสำคัญกับกฎระเบียบของประเทศ นั้นๆอยู่แล้ว โดยดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมายของแต่ละประเทศ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตามกฎหมายไทย ซึ่งทุกวันนี้มั่นใจว่าดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยอยู่แล้ว “ที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์เคยถามดีแทคเรื่องโครงสร้างผู้ถือหุ้น เราก็พร้อมให้ข้อมูลตลอดเวลา” ซิคเว่ เบรคเก้ เจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดเทเลนอร์ เอเชีย กล่าว บัคซอส กล่าวว่า เทเลนอร์และดีแทคมีความพร้อมในการเข้ามาพัฒนาเครือข่าย 3G ในประเทศไทย โดยเทเลนอร์มีประสบการณ์ในการลงทุน3G ทุกประเทศในยุโรปยกเว้นยูเครนที่รอเรื่องไลเซ่นส์อยู่ โดยรูปแบบการของการลงทุนด้านเครือข่ายในแต่ละประเทศของโอเปอเรเตอร์ส่วนใหญ่ จะใช้เงินลงทุนประมาณ 10-15%ของยอดขายแต่ละปี แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเป็นองค์ประกอบเช่น ความต้องการของตลาด การแข่งขันในการออกบริการใหม่ รวมทั้งปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโดยรวม แต่สำหรับประเทศไทยยังบอกรายละเอียดไม่ได้ ปัจจุบัน ประชากรผู้ใช้โทรศัพท์ทั่วโลกประมาณ 4 พันล้านคน ในจำนวนนี้เป็นลูกค้าของเทเลนอร์ประมาณ 172 ล้านคน เมื่อมองในแง่จำนวนฐานลูกค้าด้านโทรคมนาคมด้วยกัน เทเลนอร์นับเป็นบริษัทใหญ่อันดับ 6 ของโลก และจากปริมาณฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมากในแต่ละปีส่งผลให้เริ่มอิ่มตัว โดยเฉพาะการใช้บริการด้านเสียง คู่แข่งหลายรายเริ่มปรับตัวมองหาตลาดใหม่ๆเพื่อสร้างรายได้ โดยมองว่าการมาของ 3G จะสร้างตลาดให้เกิดใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะการใช้งานด้านข้อมูล แต่ปริมาณการใช้งานด้านเสียงที่เป็นสัดส่วนประมาณ 70% ก็จะยังคงเป็นส่วนที่ทำรายได้หลักให้แก่โอเปอเรเตอร์อยู่ แม้ว่าข้อมูลจะเป็นตัวช่วยสร้างช่องทางใหม่ๆให้เกิดขึ้นได้อีกมากโดยดีแทค วางตัวว่าจะเป็นเสมือนพรีเซ็นเตอร์เพื่อนำเสนอบริการใหม่ๆให้กับลูกค้า ซิคเว่ กล่าวว่า ล่าสุดเทเลนอร์ลงทุนประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ ร่วมกับพาร์ทเนอร์เปิดบริษัทใหม่ชื่อ ยูนินอร์ (Uninor) กำลังเตรียมตัวเปิดให้บริการ 3G ในประเทศอินเดีย หลังเปิดให้บริการคาดว่าส่งผลให้ตลาดโทรคมนาคมของอินเดียเติบโตเป็น 2 เท่าใน 2-4 ปีข้างหน้า พร้อมยกตัวอย่างประเทศนอร์เวย์ซึ่งปัจจุบันประชากรผู้ใช้โทรศัพท์สูงเกิน 100 % การใช้งานด้านเสียงอิ่มตัวจำเป็นต้องมีตัวกระตุ้นเพื่อสร้างรายได้ใหม่ๆ อย่างบริการด้านข้อมูลคือ ไอโฟนและโมบายอินเทอร์เน็ตผ่านทางโน้ตบุ๊กและมือถือ “ภายใต้ 3G จะเกิดบริการใหม่หลายอย่าง เกิดรายได้ใหม่ ซึ่งไม่ได้เป็นการแย่งรายได้จากบริการเสียงรูปแบบเดิม แต่จะเป็นการสร้างโอกาสของตลาดใหม่ๆ และจะเกิดการเคลื่อนย้ายช่องทางใช้งานอย่าง Digiบริษัทลูกเทเลนอร์ในมาเลเซีย 50 % ของผู้ใช้เฟสบุ๊กที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านฟิกไลน์ เปลี่ยนมาใช้บริการผ่านโทรศัพท์มือถือเมื่อมีการเปิดบริการ3G”

Source: Link


ล็อกซเล่ย์” เฮ!รับไลเซ่นส์ ลุยบริการมือถือ3จีบนคลื่นความถี่ “ทีโอที”

November 19, 2009

นายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กทช. เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีมติอนุมัติใบอนุญาต(ไลเซ่นส์)ประเภทที่ 1( การให้บริการขายต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี หรือ MVNO) ให้กับ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด มหาชน และบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด โดยมีอายุของใบอนุญาต 5 ปี ซึ่งที่ผ่านมานี้ กทช.เคยให้ใบอนุญาตประเภทเดียวกันแก่บริษัท ทีโอทีจำกัด (มหาชน) ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ บริษัททีโอที ได้จัดสรรเลขหมายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ให้กับ บริษัท ล็อกซเลย์ จำกัด( มหาชน)และบริษัทบริษัท 365 คอมมูนิเคชั่น จำกัด รายละ 2 หมื่นเลขหมาย เพื่อให้ทั้งสองรายนำไปให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่3จี บนคลื่นความถี่ของ ทีโอที (1900 MHz ) ในช่วงที่ทีโอที เริ่มเปิดให้บริการ โดยทั้งสองรายจะเข้าไปทำตลาดและ และให้บริการแทน ทีโอที นายสุรนันท์ กล่าวว่า สำหรับการให้บริการในลักษณะดังกล่าวถือเป็นธุรกิจใหม่ กทช.ควรที่จะต้องดูกรอบการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มีการแข่งขันที่ดีและมีบริการที่เหมาะสมให้แก่ประชาชน สำหรับการบริการในลักษณะดังกล่าวในต่างประเทศ อย่างเช่นในญี่ปุ่น พบว่าเป็นการให้บริการเฉพาะกลุ่ม เช่น ในกลุ่มวัยรุ่นที่กำลังซื้อสูง ส่วนการออกใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1GHz ของ กทช.นั้น หลังจากมีการทำประชาพิจารณ์ไปเรียบร้อยแล้ว คาดว่า จะมีการนำเสนอให้ คณะกรรมการ กทช.พิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า ส่วนการส่งหนังสือให้ คณะกรรมการกฤษฎีกา ตีความว่า กทช.มีอำนาจตามกฎหมายที่จะเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีหรือไม่นั้น คาดว่า จะมีความคืบหน้าในสัปดาห์หน้าเช่นกัน