3 ดาบไร้เทียมทาน ฤาจะสยบ 3G, Thailand’s Pilot Project of the Decade ?!!

ทำงานเป็นสื่อประจำวงการโทรคมนาคมไทยมา 18 ปี เห็นโครงการใหญ่ๆ ระดับหลายหมื่นล้านของประเทศนี้มาก็หลายบางโครงการเป็นตำนานเล่าขาน และก่อเกิด”คนสำคัญ” ในวงการมากมาย แต่ต้องบอกว่า ในรอบสิบปี ไม่น่าจะมีโครงการไหนทรงความสำคัญ เป็นที่รอคอย เท่าโครงการ3G !!!
แต่…ไม่มีอุปสรรค ไม่ลากยาว ไม่สาวไส้กันล่อนจ้อน ก็ไม่ใช่ประเทศนี้ ประเทศไทย!!โครงการ 3G ที่หลายคนตั้งความหวัง….หวัง…และรอคอย จนบางคนที่เริ่มลุ้นโครงการตั้งแต่ยังจีบกับแฟน จนตอนนี้ลูกเข้าอนุบาลแล้ว ก็ยังจะต้องลุ้นกันต่อไป ให้มันได้ยังงี้ซีน่า… ประเทศไทย!!

เหตุการณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องสำหรับกรณีการออกใบอนุญาตโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 3G ตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นับตั้งแต่การเปิดรับฟังความคิดเห็น 3G and Beyond ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)จนถึงปัจจุบัน ดูราวกับมีอ้ายโม่งฝีมือชั้นเซียนซ่อนเร้นเป็นผู้กำกับฉากอยู่เบื้องหลัง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเลื่อนกระบวนการออกใบอนุญาต3G ออกไป พร้อมกับพยายามสร้างเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ราย เดิมทั้ง AIS, DTAC และ TRUE ซึ่งทำธุรกิจโทรศัพท์2G ต้องหนึบอยู่กับสัญญาสัมปทานเดิมหรืออาจเป็นไปได้ว่าอ้ายโม่งต้องการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่มี อะไรๆ ที่ลงตัวกับตนสามารถเดินเข้าประมูลใบอนุญาต 3G โดยไม่ต้องมีการแข่งขันกับผู้ประกอบการรายเดิม แถมยังได้ใบอนุญาตด้วยราคาที่ถูกมากๆ

และแม้จะมีการแถลงข้อคิดเห็นจาก ครม.เศรษฐกิจ ให้กับ กทช. ไปแล้วหลายสัปดาห์ เมื่อกทช. ได้ทำการสนองตอบด้วยการเพิ่มประเด็นข้อหารือในเรื่องของการแปลงสัญญาสัมปทาน ของผู้ประกอบการเดิมก่อนเข้าร่วมประมูลใบอนุญาต 3G ใหม่ ลงในการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ ที่ดูเป็นสัญญาณความคืบหน้าเกิดขึ้น แทบทุกฝ่ายในแวดวงโทรคมนาคมไทยไม่เชื่อว่า การแปลงสัญญาสัมปทานจะเกิดขึ้นได้ภายในเวลาอันสั้นด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่าการ แปลงสัญญาสัมปทานต้องเกิดขึ้นภายใต้ความยินยอมของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย อีกทั้งเชื่อว่าต้องใช้เวลานานมากและยังสุ่มเสี่ยงต่อการขัดกับรัฐธรรมนูญ

สภาพสุญญากาศที่เหมือนไม่มีผู้ใดออกหน้าเป็นเจ้าภาพเช่นนี้ จึงผลักดันให้ กทช.แสดงบทไม่รู้ร้อนรู้หนาว เดินหน้ากระบวนการออกใบอนุญาต 3G ต่อไป ซึ่งแปลความได้ว่าเป็นการไม่สนองตอบต่อสัญญาณที่อ้ายโม่งส่งผ่านออกมาจาก หลายๆ ช่องทาง ซ้ำร้ายไปกว่านั้น กทช. ยังตอกหน้ากลับไปยังอ้ายโม่งด้วยว่า”การแปลงสัญญาสัมปทานเป็นหน้าที่ของ กระทรวง ICT มิใช่หน้าที่ของ กทช.”หมาป่าออกโรง… ไล่ล่าลูกแกะ

เท่านี้ก็เพียงพอแล้วที่อ้ายโม่งซึ่งรับบทเป็นผู้กำกับการแสดงละครเรื่อง “ดึงเวลา 3G” จะเกิดอาการไม่พอใจอย่างสุดขีด ที่ กทช. ไม่ยอมเล่นตามบทที่ตนเองเขียนไว้ ซึ่งเป้าหมายคือการเชือดคอผู้ประกอบการ 2G รายเดิมที่ฝันอยากจะมีใบอนุญาต 3G เป็นของตนเอง เพื่อหลุดพ้นจากสัญญาสัมปทาน “ทาส” ซึ่งเจ้าของสัมปทานที่เป็นบริษัทรัฐวิสาหกิจไม่อยากให้ทาสหลุดพ้นมือหวังจะ ให้ทาสผู้ซื่อสัตย์ส่งส่วยรายได้ให้กับตนเองตลอดไปอีกนานแสนนาน… น่าเศร้าที่ส่วยก้อนนี้ไม่เคยกลับไปถือมือกระทรวงการคลังเต็มเม็ดเต็มหน่วย สักปี…แถมแว่วๆว่ากระทรวงการคลังเองก็เริ่มตะหงิดใจถึงส่วยที่ตกหล่นกลาง ทางเหล่านี้ ถึงขนาดที่พร้อมจะออกหลักเกณฑ์ขอเก็บค่าส่วนแบ่งรายได้สัมปทานเองโดยตรง โดยไม่ผ่านหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสองราย กรรมใดใครก่อไว้ก็ดูกันไป… ส่วนตอนนี้เราจะกลับไปดูชะตากรรมของ “ทาส” และบทลงโทษของผู้กำกับที่กำลังสวมวิญญาณเป็นหมาป่ากันต่อไป

ผู้กำกับที่สวมจิตวิญญาณหมาป่าใจร้ายเมื่อเห็นว่าไม่สามารถควบคุม กทช. ได้ดังใจทั้งๆ ที่ได้ชักดาบออกมาขู่ถึง 2 เล่มแล้ว!! ดาบเล่มแรกคือการสร้างเงื่อนไขให้มีการแปลงสัญญาสัมปทานก่อนเข้าประมูล ตามด้วยดาบเล่มที่ 2 คือ ประเด็นเรื่องความมั่นคงของชาติซึ่งกำหนดท่าไม้ตายไว้ว่า หากมีหน่วยงานของรัฐเพียงหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเสนอความเห็นว่า คุณสมบัติของผู้ประกอบการที่อยู่ในกระบวนการประมูลใบอนุญาต 3G มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ เท่านี้ก็สามารถตัดสิทธิ์การเข้าประมูลได้โดยทันที… ในเมื่อดาบสองเล่มแรกไม่ขลังพอจะเบรก กทช. ได้ ก็ต้องชักดาบสามออกมา

การร่ายรำดาบเล่มที่สาม เริ่มต้นขึ้นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา จากข่าวที่ว่า “คลังเตรียมไล่บี้ทีโอที-กสท เร่งนำสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมกับเอกชนเข้า ครม. หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความขัด พ.ร.บ. ร่วมทุนมา 2 ปี ยังไม่คืบหน้าเผยทำรัฐสูญเสียรายได้เกือบ 2 แสนล้าน พลิกหาช่องทางเรียกชดเชยจากเอกขน” (ข่าวจากไทยรัฐออนไลน์ วันที่ 18 พฤศจิกายน 2552)เนื้อข่าวบางส่วน ระบุว่า

“ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลังว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเร่งรัดให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการนำร่างแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ทั้ง 2 องค์กรทำไว้กับบริษัทเอกชนเพื่อนำเสนอขออนุมัติต่อ ครม.และดำเนินการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี2535 หลังคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า การแก้ไขสัญญาดังกล่าวไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนของกฎหมายมา ตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สคร. ระบุว่า ทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจทำสัญญากับบริษัทเอกชนรวม 10 สัญญา และแก้ไขเพิ่มเติมในสัญญาหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่ง สคร.ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้น โดย บมจ.ทีโอทีมีความเสียหายเป็นเงินประมาณ 87,390 ล้านบาท และ บมจ. กสท มีความเสียหายเป็นเงิน 50,645 ล้านบาท ไม่รวมกรณีจัดเก็บภาษีสรรพสามิตที่ให้หักจากค่าสัมปทานอีกราว40,000 ล้านบาท และความเสียหายจากการยกเลิกค่า Access Charge ไปอีกราว 14,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ สคร.ยังมีข้อสังเกตว่า เห็นสมควรให้กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท เร่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 โดยให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน และในกรณีที่รัฐเสียประโยชน์จากการดำเนินงานที่ไม่ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ดังกล่าวและคณะรัฐมนตรีพิจารณาเพิกถอนสัญญาหรือข้อตกลงต่อท้ายสัญญา บมจ.ทีโอทีและบมจ.กสท จะต้องดำเนินการเรียกคืนผลประโยชน์ที่ขาดไปกลับคืนสู่รัฐ”

ดาบเล่มที่สามนี้ท่าทางจะแรงและมีผลบังคับใช้ได้เต็มที่ เพราะเป็นการสั่งการมายังหน่วยงานในสังกัดโดยตรง สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้ ดูแล้วก็ชวนให้สงสารผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ทุกรายที่ฝ่ามรสุมแห่งวังวนผลประโยชน์ลูกแล้วลูกเล่า และยังต้องเจอะเจอกับอุปสรรคข้างหน้าอีกนานัปการ แถมยังมาจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะจากนายทาสเจ้าของสัญญาสัมปทาน, บรรดาเหลือบที่หวังอยากเข้ามามีเอี่ยวกับเม็ดเงินของโครงการ 3G,กลุ่มคนอยากดังที่อาศัยการแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีสาธารณะต่างๆ,รวมไปถึง บรรดาไทยมุงที่โผล่หน้าตามแห่เขาไปเรื่อยๆ ปิดท้ายด้วยตัวละครใหม่อย่าง สคร. (สำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ) ที่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ถ้าบรรดาผู้ประกอบการเดิมไม่ยอมไปตกลงกันดีๆกับอ้ายโม่งที่รับบทผู้กำกับ อยู่หลังฉาก คงได้เห็นการตายหมู่เกิดขึ้นกันอย่างแน่นอน!)เสียงคำรามของหมาป่ากับหมัด เด็ด ม. 22

หลังการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)ได้แต่งตั้งให้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บมจ.ทีโอทีหนึ่งในผลงานชิ้นสำคัญก็คือการเข้าไปรื้อสัญญาสัมปทานที่ ทีโอที ทำกับ AIS และมีลูกหลงกระทบชิ่งไปถึงสัญญาของกสท ที่ทำกับ DTAC ทรูมูฟ และ DPC ด้วย โดยใช้เครื่องจักรกลสังหารซึ่งมีชื่อว่า คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 (คณะกรรมการ ม. 22) ตาม พ.ร.บ.”ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535″ อันมีรายละเอียดดังนี้

หมวด 4 การกำกับดูแลและติดตามผลมาตรา 22 เมื่อได้มีการลงนามในสัญญาแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานเจ้าของโครงการเป็นประธานผู้แทนกระทรวงการคลัง หนึ่งคน ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหนึ่งคน และผู้แทนจากหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่หน่วยงานเจ้าของโครงการหนึ่งคนผู้แทนฝ่าย เอกชนที่เข้าร่วมงานหรือดำเนินการหนึ่งคน ผู้แทนกระทรวงเจ้าสังกัดหนึ่งคน และผู้แทนอื่นซึ่งหน่วยงานเจ้าของโครงการเห็นสมควรแต่งตั้งอีกไม่เกินสามคน และรวมกันไม่เกินเก้าคน เป็นกรรมการ

การประชุมของคณะกรรมการประสานงานตามวรรคหนึ่ง และองค์ประชุมให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประสานงานกำหนด
มาตรา 23 ให้คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
(1) ติดตามกำกับดูแลให้มีการดำเนินงานตามที่กำหนดในสัญญา
(2) รายงานผลการดำเนินงาน ความคืบหน้า ปัญหา และแนวทางแก้ไขต่อรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดเพื่อทราบ
ระยะเวลาที่จะต้องรายงานตาม (2) ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประสานงานกำหนดแต่ต้องไม่เกินหกเดือนต่อหนึ่งครั้ง

มาตรา 24 ในกรณีที่ปรากฏว่าหน่วยงานเจ้าของโครงการละเลยหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ ผูกพันของสัญญาที่ลงนามไปแล้ว ให้ผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการประสานงานทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป

คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา22 (คณะกรรมการ ม. 22) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งขึ้นนี้เริ่มต้นทำงานทันที เชื่อกันว่ากรรมการบางท่านถือธงออกมาจากบ้านเลยว่าทีโอทีทำผิดสัญญา จึงเกิดเกมรื้อค้นสัญญาสัมปทานทุกสัญญา เพื่อหาความผิดออกมาให้ได้ เวลาผ่านมากว่า 2 ปี คณะกรรมการ ม. 22 ยังคงทำงานอยู่ และทุกวันนี้ก็ยังมีการประชุมอยู่ตลอดเวลากระนั้นก็ยังหาข้อยุติในเรื่อง ความผิดของทีโอทีเกี่ยวกับการทำสัญญาสัมปทานไม่ได้ ว่ากันว่าส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะหากมีการประกาศพบความผิดขึ้นจริง บุคคลที่จะเดินเข้าห้องขังน่าจะเป็นคณะกรรมการ ทีโอที และ กสท เกือบทุกคณะนับย้อนหลังไปกว่า 10 ปี ที่ปล่อยให้สัญญาสัมปทานมีข้อผิดพลาด ทำนองว่ารู้ทั้งรู้แต่กลับไม่ยอมแก้ไข ซ้ำร้ายบางท่านก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ ม. 22 นี้เสียเองด้วย กรรมการบอร์ดทีโอทีและ กสท บางท่านยังรับราชการมีตำแหน่งใหญ่ในกระทรวงฯ หลายท่านเกษียณออกมาเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน ส่วนที่จะไปเล่นงานข้างฝ่ายเอกชนก็ไม่น่าจะใช่ที่ เพราะเอกชนไม่มีหน้าที่จะต้องรายงาน ครม. ตาม พ.ร.บ.ดังกล่าว

มีเรื่องซุบซิบกันในแวดวงโทรคมไทยว่าเนื่องจากการที่คณะกรรมการ ม. 22 ดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา โดยมีภารกิจที่เสี่ยงต่อการจูงแขนพรรคพวกตัวเอง ซึ่งอาจรวมตัวเองเข้าห้องขังไปด้วย คณะกรรมการๆ จึงขอให้กระทรวงไอซีที ทำหนังสือหารือถึงสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 17 มกราคม2550 และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้มีหนังสือตอบข้อหารือเมื่อเดือนพฤษภาคม2550 เรื่องเสร็จที่ 291/2550 มีสาระสำคัญ ดังนี้

“ทศท เป็นคู่สัญญา เป็นการกระทำแทนรัฐ รัฐมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดในสัญญาดังกล่าว การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญามิได้เสนอเรื่องให้คณะกรรมการประสานงานตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ และเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบ การแก้ไขสัญญาโดย ทศทจึงกระทำไปโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมาย …ข้อตกลงต่อท้ายสัญญาที่ทำขึ้นยังคงมีผลตราบเท่าที่ยังไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลาหรือเหตุอื่น…”

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 823 ถ้าตัวแทนกระทำการใดโดยปราศจากอำนาจก็ดี… ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบันตัวแทนย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพัง ตนเอง…”

พระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ หรือดำเนินการในกิจการของรัฐพ.ศ.2535
มาตรา 6 “ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการที่ประสงค์จะให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการใน โครงการใด เสนอผลวิเคราะห์ต่อกระทรวงเจ้าสังกัด”
มาตรา 8 “ให้กระทรวงเจ้าสังกัดของหน่วยงานเจ้าของโครงการพิจารณาเสนอผลงานต่อส่วนราชการดังนี้…”
มาตรา 12 “เมื่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบในโครงการใดแล้ว ให้หน่วยงานเจ้าของโครงการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานขึ้น…”

สัญญาของ กสท และ DTAC ก็มีความเห็นเหมือนกับของทีโอทีและ AIS ส่วนกรณีของทรูมูฟและ DPC มีอาการหนักกว่า เพราะสัญญาหลักทำขึ้นหลังปี 2535 หลังจาก พ.ร.บ.ร่วมทุนใช้บังคับ ต่างจากของ AIS และ DTAC ที่สัญญาหลักทำขึ้นก่อนปี 2535 แต่มีสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมที่ทำกันภายหลังปี 2535

คำตอบนี้เป็นเสมือนฝันร้ายของคณะกรรมการ ม. 22 เพราะคำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแสดงให้เห็นว่าหากพบความผิดขึ้นแล้ว ความผิดนั้นย่อมตกเป็นของทุกคน ไล่ตั้งแต่คณะกรรมการทีโอที และ กสท ทุกชุดที่เกี่ยวข้อง, กระทรวง ICT ฯลฯ และคณะกรรมการทีโอที และ กสท ที่มาจากตัวแทนของหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น กระทรวงการคลังกระทรวงคมนาคม กระทรวงไอซีที อัยการอาจมีสิทธิ์ติดคุกได้ทุกคน ดังนั้นคณะกรรมการม. 22 จึงต้องทำงานอย่างรอบคอบที่สุด จะเห็นได้ว่านับตั้งแต่ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาจนถึงทุกวันนี้กินเวลาไปกว่า 2 ปีแล้ว เพิ่งจะมีการพิจารณาไปได้ไม่กี่สัญญา คาดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะทำงานเสร็จสิ้นไปพร้อมกับอายุสัมปทานระหว่างทีโอที และ AIS ในอีก 6 ปีข้างหน้า

คำถามก็คือ ในเมื่อคณะกรรมการ ม. 22 ยังทำงานไม่เสร็จและยังไม่มีข้อสรุปใดๆเลยทำไม สคร. ที่ก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ จึงออกมา ให้ข้อมูลกับ ครม. ดังเป็นข่าวข้างต้นว่าทั้ง 2 รัฐวิสาหกิจทำสัญญากับบริษัทเอกชนรวม 10 สัญญา และแก้ไขเพิ่มเติมในสัญญาหลายครั้งนับตั้งแต่ปี 2533 ซึ่ง สคร.ได้ประเมินความเสียหายเบื้องต้นที่เกิดขึ้นว่ามีมูลค่ากว่าแสนล้าน และ สคร.ยังมีข้อสังเกตว่าเห็นสมควรให้กระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และบมจ.กสท เร่งดำเนินการให้ถูกต้องตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 โดยให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

คณะกรรมการ ม. 22 ทำงานมากว่า 2 ปียังไม่มีข้อสรุป แถมเพิ่งพิจารณาไปไม่กี่สัญญาแต่กลับไม่รอให้ทำให้เสร็จ มาออกข่าวว่ากระทรวงไอซีที บมจ.ทีโอที และ บมจ.กสท จะต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จทั้งหมดภายใน 1 เดือนถามว่า “ใคร” ต้องการบอก “อะไร” กับสังคมหรือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้ประกอบการเดิมว่ายังมีดาบอีกเล่มที่ พร้อมจะเชือดได้ทันที เพราะหากมีการตัดสินว่าสัญญาสัมปทานเป็นโมฆะและเอกชนต้องจ่ายค่าเสียหายย้อน หลังเป็นแสนล้าน ก็ต้องถือว่าไม่คุ้มเสียแล้วกับการได้ใบอนุญาตใหม่

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นดูราวกับเป็นเหมือนนิทานเรื่อง หมาป่ากับลูกแกะ อย่างไรเสียผู้ประกอบการเดิมก็ต้องผิด ถ้าไม่ผิดกติกาที่จะประมูลใบอนุญาตใหม่ ก็ต้องผิดสัญญาสัมปทานเดิมเมื่อ 10 ปีก่อน เข้าทำนอง ถ้าเอ็งไม่ผิดก็เป็นพ่อเอ็งที่ผิด ยังไงเอ็งก็ต้องผิด……มุมมองข้อพิจารณาโดยนักกฎหมายชั้นครูในเรื่องดัง กล่าว

1. พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯเป็นกฎหมายที่กำหนดขั้นตอนให้หน่วยงานของรัฐ ถือปฎิบัติ มิใช่บังคับให้เอกชนถือปฏิบัติการที่ ทีโอทีมิได้ดำเนินการแก้ไขสัญญาตามขั้นตอนของ พ.ร.บ. ดังกล่าวก็เป็นเรื่องภายในของรัฐที่จะต้องพิจารณาว่าเป็นการละเว้นหรือ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่หากการกระทำดังกล่าวของเจ้า หน้าที่รัฐกระทำให้รัฐได้รับความเสียหาย ก็ต้องหาผู้รับผิดชอบจากเจ้าหน้าที่รัฐเองไม่สามารถบังคับกับเอกชนได้

2. คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาว่า “การแก้ไขสัญญาของทีโอที เป็นการกระทำไปโดยไม่มีอำนาจ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีอำนาจทางกฎหมายที่จะเพิกถอนหรือไม่ก็ได้ และสัญญาจะยังมีผลตราบเท่ายังไม่มีการเพิกถอนหรือสิ้นผลโดยมีเงื่อนเวลาหรือ เหตุอื่น และทีโอที เป็นคู่สัญญา เป็นการกระทำแทนรัฐ” ซึ่งหมายความว่า การกระทำของ ทีโอที เป็นการกระทำในฐานะตัวแทนรัฐ แม้ว่าคณะกรรมการกฤษฎีกาจะอ้างว่าทีโอที กระทำไปโดยไม่มีอำนาจก็ตามแต่บริษัทซึ่งเป็นบุคคลภายนอกมิได้รับรู้ว่าทีโอ ที ไม่มีอำนาจกระทำ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานฯ ก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐ แม้แต่ ทีโอที ก็ยังเข้าใจว่าที่ผ่านมาตนเองได้กระทำไปโดยมีอำนาจกระทำอย่างถูกต้องแล้ว เพราะไม่เคยมีผู้ใดทักท้วงมาก่อนไม่ว่าจะเป็นกระทรวงต้นสังกัด(คมนาคมและไอ ซีที) หรือบรรดาผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐศาสตร์ การเงินการคลัง กฎหมาย หรือแม้แต่ความมั่นคงที่ได้ถูกเชิญให้เข้ามานั่งเป็นคณะกรรมการ รวมไปถึง สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือ สตง. ที่มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินงานและงบการเงินขององค์กรทั้งสอง ต่างก็นิ่งเฉยเสีย กว่าจะรู้ตัวว่าทำไม่ถูกต้องก็เมื่อกฤษฎีกามีความเห็นออกมาแล้ว

ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีไม่ให้สัตยาบันสัญญาที่ทีโอทีได้กระทำดังกล่าว ทีโอทีและ กสทในฐานะตัวแทนของรัฐก็ต้องรับผิดต่อการกระทำนั้นเอง ไม่สามารถที่จะเรียกร้องให้บริษัทต้องรับผิดใดๆ ร่วมด้วยได้ ตามมาตรา 823 ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งบัญญัติหลักไว้ว่าถ้าตัวแทน (ทีโอที/กสท) กระทำการอันใดโดยปราศจากอำนาจหรือทำนอกเหนือขอบอำนาจย่อมไม่ผูกพันตัวการ (รัฐ) เว้นแต่ตัวการจะให้สัตยาบัน ถ้าตัวการไม่ให้สัตยาบัน ตัวแทน (ทีโอที/กสท.) ย่อมต้องรับผิดต่อบุคคลภายนอกโดยลำพังตนเอง

โดยสรุป ข้อกล่าวหาของ สคร.ย่อมไม่มีผลกับเอกชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ใดๆ แล้วยังจะมีหน้ามาเรียกร้องค่าเสียหายจากความบกพร่องในหน้าที่ของตนที่มิได้ นำเรื่องขออนุมัติจากครม.ก่อน หาก สคร. คิดจะเดินหน้าเล่นละครเรื่องหมาป่ากับลูกแกะต่อไป ผู้กำกับก็ต้องคิดให้ดีว่า ท้ายที่สุด ดาบเล่มนี้จะฟันคอใครกันแน่…คงได้เห็นการตายหมู่เกิดขึ้น

ตามธรรมเนียมของนิทานก่อนนอน ต้องมีสุภาษิตตบท้าย ทุกขโต ทุกขถานัง ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว
ท้ายสุดแต่ไม่สุดท้าย ได้ข่าวว่าผู้กำกับฉากเริ่มถอยฉากที่จะใช้ดาบสามเพราะฟันโดนพวกตัวเองเข้า เต็มที่ จึงมีดำริที่จะใช้ดาบเล่มที่สี่ที่ถ้าชักออกมาเลือดสาดทั้งแผ่นดิน คือภาษีโทรคมนาคม หากเป็นเช่นนั้นคนที่โดนเต็มๆก็น่าที่จะเป็นผู้ใช้บริการมากกว่า ไม่เข้าใจจริงๆคิดอะไรอยู่ชักดาบออกมาทีไร ทื่อทุกที!!!!

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: