3G กับกฎหมาย 12 ข้อที่ยังสะกิดจายยย

จากคำถามในเรื่องข้อสงสัยกฎหมายในประเด็นของ ครม.เศรษฐกิจ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2552 ความเห็นของกระทรวง ICT และประเด็นรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติม ในการทำประชาพิจารณ์ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2552 Telecom Journal จะขอทำ”เก๋า” รวบรวมคำอธิบายดังต่อไปนี้

ความเห็น ครม. เศรษฐกิจ

1.ทีโอที และ กสท จะยกเลิกสัมปทาน 2G ได้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2552 มาตรา 305 (1)  กำหนดว่า “มิ ให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 วรรคสองมาใช้จนกว่าจะมีการตรากฎหมายตามมาตรา 47…แต่กฎหมายดังกล่าวต้องไม่กระทบกระเทือนถึงการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญา ที่ได้กระทำขึ้นก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าการอนุญาตสัมปทานหรือสัญญานั้นจะสิ้นผล”

ปัจจุบัน ยังมิได้มีการจัดตั้งองค์กรอิสระองค์กรหนึ่งทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และ กิจการโทรคมนาคมตามมาตรา 47 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และยังมิได้มีการตรากฎหมายตามมาตรา 47  ดังนั้นจึงยังไม่สามารถหยิบยกการอนุญาต สัมปทาน ตามมาตรา 305 (1) มากล่าวอ้างได้  แต่ พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544  ซึ่งยังมีผลบังคับใช้ได้กำหนดในมาตรา 80 ว่า “ให้ ผู้ได้รับสัมปทานหรือสัญญาประกอบกิจการโทรคมนาคมจากทีโอที หรือ กสท ยังคงมีสิทธิประกอบกิจการโทรคมนาคมตามขอบเขตและสิทธิเดิมตามที่ได้รับอนุญาต สัมปทานจนกว่าสัมปทานหรือสัญญาดังกล่าวจะสิ้นสุด”

มาตรา 80 วรรค 4 กำหนดว่า “ใน กรณีผู้ได้รับสัมปทานรายใดทำความตกลงกับทีโอทีหรือ กสท เพื่อเปลี่ยนการอนุญาตสัมปทานเป็นการรับใบอนุญาตตาม พรบ.นี้ให้ กทช. ดำเนินการออกใบอนุญาตตามขอบเขตเดิมตามระยะเวลาที่เหลืออยู่”

ดังนั้น  การจะยกเลิกสัญญาสัมปทานไม่สามารถกระทำได้ตาม พรบ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม  แต่หากผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานยินยอมตกลงกันจะเปลี่ยนการให้สัมปทานเป็นการรับใบอนุญาตจาก กทช.  แทนก็สามารถทำได้  ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว

2. แผนแม่บทของกระทรวง ICT กำหนดให้แปรรูปสัมปทานในปี 2553   จะนำมาใช้บังคับเอกชนในการยกเลิกสัญญาสัมปทานได้หรือไม่

ข้อพิจารณา

แผนแม่บทของกระทรวง ICT เป็นแผนในการใช้ดำเนินงานของ ICT ซึ่งในการดำเนินงานก็ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายใดๆ การกำหนดให้แปรรูปสัมปทานก็อาจจะทำได้ตาม พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม  มาตรา 8  วรรค 4 ที่ทั้งผู้ให้สัมปทานและผู้รับสัมปทานต่างตกลงยินยอมกันให้เปลี่ยนจากสัมปทานเป็นการได้รับใบอนุญาตจาก กทช.   แต่จะบังคับการแปรรูปสัมปทานโดยการยกเลิกสัมปทานไม่ได้  เพราะมิได้มีกฎหมายใดรองรับให้กระทำได้และขัดต่อมาตรา  80  ของ พ.ร.บ. ประกอบกิจการโทรคมนาคม  ที่กำหนดให้ผู้รับสัมปทานมีสิทธิประกอบกิจการจนกว่าสัมปทานจะสิ้นสุด

3. นายกรัฐมนตรีสั่ง กทช. ให้ยื่นกฤษฎีกาตีความอำนาจ กทช. ออกใบอนุญาต 3G ได้หรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

การพิจารณาว่า กทช. มีอำนาจอย่างไรนั้นเป็นเป็นดุลยพินิจการใช้อำนาจของ กทช.  ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา  51  ของ พ.ร.บ.  องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ  พ.ศ.2543   ครม. หรือ นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจสั่งการตามกฎหมายที่จะให้ กทช. ต้องถามถึงอำนาจตัวเองต่อกฤษฎีกา

แต่หาก ครม.  หรือ นายกรัฐมนตรีสงสัยเรื่องอำนาจ กทช. ก็อาจทำถามต่อกฤษฎีกาเองได้   หาก กทช. ได้ดำเนินการไปตามที่เห็นว่าเป็นอำนาจของตนแล้ว  แต่หากกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือของรัฐบาลว่ามิใช่อำนาจ กทช.  รัฐบาลก็ไม่อาจที่จะยกมาเป็นเหตุว่า กทช. ไม่มีอำนาจดำเนินการได้  เพราะข้อพิจารณาของกฤษฎีกาเป็นเพียงการให้ความเห็นต่อรัฐบาลเท่านั้น  หากผู้ใดคิดว่า กทช. ไม่มีอำนาจและได้รับความเสียหายก็ต้องยื่นฟ้อง กทช. ต่อศาลเอง

4. หากผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานจะเข้าประมูล 3G จะต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อนหรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

ตามสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง กล่าวคือ ทีโอทีอนุญาตให้บริษัทดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ NMT 900 และ GSM ทั้งประเทศ ส่วน กสท อนุญาตให้บริษัทดำเนินกิจการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ AMPS 800 และ GSM 1800 นั้น

การให้บริการ 3G เป็นคนละระบบและคนละคลื่นความถี่จากที่ได้รับสัมปทาน  ดังนั้นการให้บริการ 3G จึงไม่เกี่ยวกับการให้บริการตามสัญญาสัมปทานบริษัทสามารถเข้าประมูล 3G ได้โดยไม่ต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อนแต่อย่างใด

5. หาก กทช. จะกำหนดใน IM ว่าผู้ได้รับสัมปทาน 2G อยู่แล้วห้ามประมูล 3G จนกว่าจะแปรสัญญาสัมปทานเดิมก่อน ทำได้หรือไม่?

ข้อพิจารณา

ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 43 กำหนดว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การจำกัดเสรีภาพจะกระทำมิได้  เว้นแต่อาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย  เฉพาะเพื่อประโยชน์ความมั่นคง…หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือวัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน”

หาก กทช. กำหนดคุณสมบัติของผู้เข้าประมูล 3G ต้องแปรสัญญาสัมปทานก่อน  โดยมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดให้กระทำได้  การทำดังกล่าวถือว่าเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบในการกีดกันการประกอบอาชีพอย่างเป็นธรรม  การ จะอ้างลอยๆ ว่าเพื่อความมั่นคงหรือป้องกันการผูกขาดก็ไม่สามารถอ้างได้ เพราะกฎหมายเฉพาะในแต่ละเรื่องก็มิได้มีการกล่าวถึงว่าต้องให้แปรสัญญา สัมปทานเดิมก่อน ทั้งๆที่มิได้มีความเกี่ยวข้องกันทั้งระบบและคลื่นความถี่  แต่กลับกลายเป็นบังคับให้เอกชนที่รับสัมปทานเดิม ( 2G ) ต้องทำผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.องค์กรการจัดสรรฯและ พ.ร.บ.ฯ การประกอบกิจการฯ ที่ให้คงสิทธิการได้รับสัมปทานไว้

กทช. สามารถกำหนดคุณสมบัติผู้เข้าประมูลอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายที่กำหนดไว้แล้ว  และต้องไม่เป็นการกีดกันขัดขวางการประกอบกิจการและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม ตามรัฐธรรมนูญ

6. มติ ครม. สามารถถือเป็นคำสั่งให้ กทช. ต้องปฏิบัติหรือไม่ ?

ข้อพิจารณา

มติ ครม. เป็นการพิจารณานโยบายโดยรวม  สั่งการให้ส่วนงานของรัฐนำไปถือปฏิบัติ  หรือนำไปออกกฎหมายบังคับใช้ต่อไป

กทช. เป็นองค์กรอิสระแต่ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานของรัฐย่อมต้องถือปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล  แต่ การดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็ต้องมิให้ขัดต่อกฎหมายและอำนาจของ กทช.เอง มิฉะนั้นอาจมีผู้ยกเหตุขึ้นฟ้องร้องว่า กทช. ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

7. กทช ไม่มีอำนาจในการออกใบอนุญาต????!!!!!!!

ข้อพิจารณา

เมื่อรัฐธรรมนูญระบุให้มีองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่เพียงองค์กรเดียวตามรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ผลักดันให้เกิดขึ้นไม่ทัน 180 วัน ตามบทเฉพาะกาลกำหนด มองว่าระยะเวลา 180 วัน ในบทเฉพาะกาล คือ ระยะเวลาเร่งรัด ไม่ใช่ระยะเวลาบังคับ เพราะถ้าเป็นระยะเวลาบังคับจะระบุไว้ว่า ถ้าทำไม่เสร็จแล้วจะให้ยุบไป หรือตั้งต้นกระบวนการใหม่ เหมือนที่ในรัฐธรรมนูญ 2540 เขียนไว้ แต่เมื่อในรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ ได้กำหนดไว้จึงเป็นแค่ระยะเวลาเร่งรัด คือ ถ้าทำช้ารัฐบาลก็จะถูกตำหนิทางการเมือง ไม่มีผลทางกฎหมาย ฉะนั้นองค์กรเดิมก็ยังมีอำนาจอยู่ แม้ กทช.จะลาออกไป 1 คน ไม่ครบ 7 คน ตามกฎหมายเดิม คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯซึ่งยังใช้อยู่ เพราะยังไม่มีใครบอกให้ยกเลิกในกรณีนี้ ตามกฎหมายเดิมกำหนดให้องค์ประกอบลดเหลือ 6 คน และให้ผู้ทำหน้าที่รักษาการแทนผู้จับฉลากออกทำหน้าที่ต่อไปได้ ฉะนั้นกรณีนี้ กทช.มีอำนาจเต็มที่ที่จะทำได้ แต่ต้องดูว่าแล้วมีความเหมาะสมแค่ไหน ถ้าเอาประเด็นเรื่องอำนาจของตัวองค์กร กทช.มีอำนาจให้ใบอนุญาต 3G ได้ แต่ควรรอคนที่วุฒิสภาจะเลือกมาแทนเพื่ออยู่ไปจนกว่า กสทช.จะเกิดขึ้นหรือไม่ ต้องมาคิดกัน เพราะถ้าจะตีความเรื่องนี้ต่อไปก็จะมองได้ว่าเป็นแค่ชุดชั่วคราวระหว่างรอ องค์กรใหม่อีก คือ ถ้าเอาเรื่อง 3G ไปผูกกับตัวองค์กรมากไปก็จะทำอะไรไม่ได้เลยอย่างน้อย 1 ปี ก่อนมี กสทช. ฉะนั้นการตีความกฎหมายต้องให้ทุกอย่างไหลลื่นต่อไปได้

ขณะเดียวกันถ้าเป็นเรื่องของอำนาจขององค์กร ทางปกครองก็มี พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง มาตรา 19 กำหนด ไว้ว่า ถ้าปรากฏในภายหลังว่าเป็นการกระทำโดยเจ้าพนักงานที่ไม่มีอำนาจก็ไม่กระทบถึง สิ่งที่ได้ทำไป ฉะนั้นถ้าทำไปแล้วยังคงอยู่ ยกเว้นแต่จะมีเรื่องที่บกพร่องรุนแรงขนาดทำให้เสียเปล่าหรือเป็นโมฆะไป ซึ่งเกิดขึ้นไม่ง่าย หรือมีปัญหาว่า กทช.ไปฮั้วกับคนประมูลก็เป็นอีกเรื่อง ดังนั้นการกระทำใด ๆ ของ “กทช.” ตอนนี้จะผูกพันต่อเนื่อง เมื่อเอกชนได้ใบอนุญาตเพราะเกิดขึ้นบนฐานของคำสั่ง กทช. ฉะนั้นแม้จะมีองค์กรจัดสรรคลื่นฯใหม่ ทุกอย่างก็ยังคงอยู่ เว้นแต่กฎหมายใหม่จะไปเขียนอะไรที่เปลี่ยนไป ซึ่งก็อาจมีปัญหาว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะได้สิทธิตามใบอนุญาต แต่ถ้า กทช.ส่งเรื่องอำนาจขององค์กรไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความก็ต้องดูประเด็นที่ถาม อะไร หากถามว่า มีอำนาจหรือเปล่า  ถ้าตั้งคำถามใน เชิงขอคำปรึกษา ศาลอาจไม่ตอบ เพราะไม่ได้มีหน้าที่ให้คำปรึกษา มีหน้าที่ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ไปบอกว่า คุณทำได้ ทำไม่ได้ก่อน คุณต้องดูกฎหมายของคุณเองแล้วตัดสินใจไป หากมีคนไม่เห็นด้วยเขาก็จะมาฟ้องศาลรัฐธรรมนูญปี 50 ในมาตรา 305 (1) เขียนชัดเจนว่า บทบัญญัติในเรื่องขององค์กรอิสระที่จะทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ทั้งใน กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมที่จะรวมเป็นองค์กรเดียวตามมาตรา 47 วรรคสองจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะมีการตรากฎหมายจัดตั้งองค์กรจัดสรรฯ ใหม่มาแทน พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ ปี 2543

ดังนั้น พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ ฉบับปี 2543 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่โดยสมบูรณ์ กทช. ซึ่งมาจากกฎหมายดังกล่าว จึงยังต้องปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 51 ของพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรฯ มิใช่พ้นหน้าที่ไปแต่อย่างใด เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 ใช้บังคับ หากแปลความเช่นนี้ กทช. ชุดนี้ มิต้องพ้นหน้าที่ไปโดยทันทีเลยหรือ

การที่มี กทช. จับสลากออกจำนวน 3 คนเมื่อดำรงตำแหน่งครบ 3 ปี ก็จะต้องมีการสรรหา กทช. ใหม่มาแทนที่ กทช. ที่จะจับสลากออกนั้น ตามมาตรา 13 ประกอบกับมาตรา 50 พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรฯ กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ กทช.ที่จับสลากออกจึงยังมีอำนาจหน้าที่ต้องปฏิบัติงานตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ ต่อไปโดยสมบูรณ์ มิใช่อยู่เพียงแค่กำกับดูแลงานประจำเท่านั้น หาก กทช. ที่จับสลากออกไปไม่ทำอะไรเลย อยู่เฉยๆ คอยรับเงินเดือนไปวันๆ  ก็จะมีการฟ้องร้องว่า กทช. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน

การจัดสรรคลื่นความถี่ 3G เป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. ที่ดำเนินการได้ ตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ปี 2543 มาตรา 51 (3) (4) (5) ประกอบกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ 386/2549) ดังนั้น จะเห็นได้ว่า กทช. ได้เริ่มดำเนินการการจัดสรรคลื่น 3G มาตั้งแต่ปี 2549 เมื่อมีความเห็นของกฤษฎีกา มาจนถึงวันนี้ เป็นเวลาเกือบ 3 ปี ซึ่งล่าช้าไปมากแล้ว

ความเห็น กระทรวง ICT

8. เรื่องรัฐต่างด้าวเข้ามาแข่งขัน

ข้อพิจารณา

ขณะที่ข้อกังขาเรื่องรัฐต่างด้าวที่จะเข้ามาแข่งขันว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ขอยืนยันว่า ในรัฐธรรมนูญไทยคำว่า “รัฐ” ย่อม หมายถึงรัฐไทย หากจะหมายถึงรัฐต่างด้าวจะถูกเขียนไว้ในกฎหมายระหว่างประเทศ กรณีนี้หากรัฐต่างด้าวเข้ามาทำธุรกิจในไทยย่อมเข้ามาในฐานะเอกชน ไม่มีสิทธิพิเศษใด ๆ และย่อมถูกควบคุมด้วยกฎหมาย เอกชนของไทย ฉะนั้นการให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศต้องมีความแน่นอนในกฎหมาย คือ พ.ร.บ. ประกอบกิจการคนต่างด้าว รัฐบาลจะเอาอย่างไร เปิดให้แค่ไหน ถ้าอยากจะปรับก็ไปปรับเงื่อนไขในตัว พ.ร.บ.ต่างด้าว ถ้าเขาไม่ทำตาม ก็พักใบอนุญาต หุ้นก็ตกระเนระนาด เขาไม่กล้าหรอก เรื่องความมั่นคงเป็นประเด็นที่พิจารณาภายหลัง ซึ่งมองเห็นว่าเป็นประเด็นที่อ่อน เพราะมันเป็นคลื่นพาณิชย์ไม่ใช่คลื่นทหาร

การให้ต่างชาติทำธุรกิจโทรคมนาคมได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเรื่องนโยบายของรัฐที่ต้องกำหนดขึ้น ซึ่งไม่ควรกลัวทุนต่างชาติในธุรกิจนี้  เพราะ โครงข่ายตั้งอยู่ในประเทศเรา คลื่นความถี่อยู่กับเรา ไม่ได้ไปไหน เรื่องการควบคุมสามารถทำได้เพราะเราเป็นคนออกคำสั่งให้ใบอนุญาต

เรา ต้องยอมรับว่า เราไม่มีเงิน และเทคโนโลยีพวกนี้เราไม่ได้สร้างขึ้นได้เอง ฉะนั้นต้องมาดูว่าแล้วรัฐบาลจะเอาอย่างไร ถ้าเห็นว่าเทคโนโลยีพวกนี้ไม่จำเป็น เราไม่มีเงินก็ไม่ใช้ ก็จบ ไปเขียนระบุห้ามต่างชาติไว้ใน พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว

ตอน นี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราต้องการ แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าเมื่อเขาเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเรา เขาต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเรา เราไม่ได้สูญเสียอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายไป เขาเข้ามาในฐานะเอกชน นโยบายจะเอาอย่างไรก็เขียนไป

สัดส่วน ของการถือครองหุ้นของคนต่างด้าวก็เป็นประเด็นที่พูดกัน ประเทศไทยปกครองตามระบบนิติรัฐ ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ในเมื่อพ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าผู้ขอรับใบอนุญาตแบบที่สามจะต้องไม่เป็นคนต่างด้าวตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542ก็ จะต้องเป็นไปตามนี้ กทช. ไม่มีอำนาจที่จะออกประกาศ หรือกฎเกณฑ์ใดๆ ที่มีลำดับชั้นของกฎหมายต่ำกว่าพระราชบัญญัติ มาหักล้างหรือขัดแย้งบทบัญญัติในเรื่องนี้ที่เป็นกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ หากไม่ทำเป็นพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ซึ่งเป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ

ส่วนที่กลัวกันว่าจะเป็นช่องทางให้บรรดาต่างชาติจัดตั้ง nominee ขึ้นมานั้น ก็มีมาตรการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ. การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ในมาตรา 36 ที่ จะฟ้องร้องบรรดาไทยเทียมทั้งหลายต่อศาลอยู่แล้ว และหากถูกศาลตัดสินว่ามีความผิด บริษัทนั้นก็จะขาดคุณสมบัติความเป็นบริษัทไทย และไม่มีสิทธิถือใบอนุญาตได้อีก กทช. ก็เอาใบอนุญาตกลับคืนมา และออกประมูลได้เงินอีกรอบหนึ่ง รัฐจึงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด มีแต่เอกชนเท่านั้นที่ต้องรับความเสี่ยงไป

แต่ หาก กทช. ปิดกั้นโดยใช้ข้อสงสัยว่าบริษัทนั้นอาจจะเป็นต่างด้าวแต่ภายหลังศาลตัดสิน ว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทไทย รัฐก็อาจจะต้องสูญเสียโอกาสที่จะเปิดให้มีการแข่งขันในการประมูลเพื่อขอใบ อนุญาต และสูญเสียรายได้ที่ควรจะได้รับจากการประมูลในราคาที่มีการแข่งขันเหมาะสม และอาจถูกเอกชนที่ถูกตัดสิทธิฟ้องร้องด้วย

การอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 84 (1) ว่า รัฐต้องไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ หรือผลประโยชน์ส่วนรวม หรือสาธารณูปโภคนั้น ก็เพื่อคุ้มครองการประกอบกิจการของเอกชนที่จะมิให้รัฐหรือหน่วยงานของรัฐ อาศัยความได้เปรียบมาแข่งขันด้วย

คำ ว่า รัฐ ในที่นี้ย่อมหมายถึงรัฐบาลไทยเท่านั้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยไม่อาจมีผลไปบังคับให้รัฐบาลต่างประเทศต้องมี แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจเหมือนกับแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลไทยได้ เช่นเดียวกัน  ก็ คงไม่มีรัฐธรรมนูญของประเทศใดในโลก ห้ามมิให้รัฐบาลไทยไปค้าแข่งกับเอกชนในบ้านเขา เพราะเหตุเพียงแค่ว่าเป็นรัฐบาลไทยหรือเป็นรัฐวิสาหกิจไทย มิฉะนั้น ก็จะกลายเป็นรัฐธรรมนูญของนานาชาติทำนองเดียวกับกฎบัตรของสหประชาชาติ อีกอย่าง การเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายไทย เมื่อมีต่างชาติเข้ามาลงทุน ไม่ว่าเป็นใคร พอเข้ามาประเทศไทยก็ต้องลงทุนภายใต้กฎหมายไทยที่ใช้บังคับอยู่ทั้งสิ้น และไม่มีสิทธิประโยชน์มากกว่าเอกชนไทยแต่อย่างใด จึงเป็นการตอกย้ำว่า คำว่า รัฐ นี้ หมายถึงรัฐบาลไทยเท่านั้น

9. สิทธิในเลขหมายเดิม 2G เป็นของ TOT/CAT ที่กทช ไม่มีสิทธิ์ในการโอนไปให้เอกชน 3G (MNP)

ข้อพิจารณา

สิทธิ ในเลขหมายคืออะไร ในเมื่อ กทช. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรคมนาคมของประเทศแทนที่ TOT และ กสท แล้ว เลขหมายโทรศัพท์ก็ย่อมจะต้องอยู่ในการกำกับดูแลของ กทช. ด้วย ซึ่งทั้ง TOT และ กสท ในปัจจุบันก็ได้มีการชำระค่าธรรมเนียมเลขหมายให้แก่ กทช. อยู่แล้ว เพราะถ้าคิดว่าเลขหมายเป็นของตนเอง จะไปชำระทำไม TOT และ กสท ก็มีสถานะเหมือนกับผู้รับใบอนุญาตอื่นๆ ซึ่ง กทช. ก็จะต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันด้วย มิได้ให้สิทธิพิเศษดีไปกว่า

แม้กระทั่งกับความสัมพันธ์ระหว่าง TOT หรือ กสท กับผู้รับสัมปทาน ก็ถูกเปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันนี้ ถ้าเรื่องใดเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. TOT หรือกสท.จะไปสั่งผู้รับสัมปทานให้ปฏิบัติอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้อีกแล้ว แม้จะเขียนไว้ในสัญญาก็ตาม

ซึ่งก็ได้มีคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดตัดสินไว้แล้ว ในคดีระหว่าง TOT กับ TT&T (คดีหมายเลขแดงที่ อ.535/2551 วันที่ 4 ธันวาคม 2551) และตาม พ.ร.บ. การประกอบกิจการโทรคมนาคม ในมาตรา 12 ก็ รองรับสิทธิของผู้ใช้บริการที่จะใช้เลขหมายเดิมต่อไปแม้จะมีการเปลี่ยนผู้ ให้บริการ ซึ่ง กทช.ก็ได้ออกหลักเกณฑ์ในเรื่องนี้มาแล้ว ฉะนั้น TOT และ กสท ซึ่งเป็นเพียงผู้รับใบอนุญาตรายหนึ่ง จะเอาสิทธิอะไรมาบังคับมิให้ ผู้ใช้บริการหากต้องการเปลี่ยนไปใช้บริการของเจ้าอื่นที่เห็นว่าดีกว่า ว่าจะต้องไปแต่ตัว ห้ามเอาเลขหมายที่ใช้มานมนานติดตัวไปด้วย

ประเด็นรับฟังความคิดเห็นของ กทช.

10. การออกใบอนุญาตขัดกับความมั่นคง

ข้อพิจารณา

ธุรกิจ โทรคมนาคมเป็นธุรกิจหนึ่งที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติเป็น อย่างมาก ทำให้ประชาชนสามารถติดต่อกันได้ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และก็เหมือนธุรกิจอื่นที่มีความสำคัญ เช่น โรงไฟฟ้า น้ำประปา ธนาคาร เป็นต้น ที่มีเอกชนเข้าไปดำเนินการแล้ว เอกชนเหล่านั้นก็ต้องดำเนินการภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งสิ้น จึงจะเห็นได้ว่า ธุรกิจโทรคมนาคมนั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติแต่อย่างใด สิ่งที่จะกระทบความมั่นคงของชาติคือการกระทำของบุคคลต่างหาก ซึ่งผู้กระทำความผิด ไม่ว่าประกอบอาชีพอะไร ก็ต้องถูกลงโทษตามที่กฎหมายในเรื่องนั้นบัญญัติไว้อยู่แล้ว กทช. จึงไม่ควรที่จะกำหนดเงื่อนไขใดๆ ในเรื่องนี้เพิ่มเติมจากบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีผลใช้บังคับอยู่แต่อย่างใด เนื่องจากหน้าที่ในการกำหนด ควบคุม รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงเป็นหน้าที่ของรัฐสภา หาใช่ กทช. ไม่

นอกจาก นี้ กิจการโทรคมนาคมมิได้จัดอยู่ในประเภทของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ปลอดภัยและระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังจะเห็นได้จากบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 2 ฉบับ ได้แก่

1. ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ซึ่ง เป็นกฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขาย อันกระทบถึงความปลอดภัยหรือผาสุกแห่งสาธารณชน ก็มิได้กำหนดให้กิจการสื่อสารโทรคมนาคมเป็นกิจการที่ควรต้องถูกควบคุมในการ ให้บริการแต่อย่างใด

2. พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่ง เป็นกฎหมายที่มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจำกัดสิทธิมิให้คนต่างด้าวเข้ามา ประกอบธุรกิจใดๆ ในประเทศไทยอย่างเสรี โดยจะสงวนประเภทของธุรกิจที่ไม่อนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบกิจการด้วยเหตุผล พิเศษไว้ในบัญชีหนึ่ง ธุรกิจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือความมั่นคงของประเทศ ศิลปวัฒนธรรม หรือทรัพยากรธรรมชาติไว้ในบัญชีสอง และธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยยังไม่พร้อมที่จะแข่งขันกับต่างชาติไว้ในบัญชี สาม ซึ่งตามรายชื่อธุรกิจที่ถูกกำหนดว่าเป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือ ความมั่นคงของประเทศนั้น มิได้มีกิจการโทรคมนาคมรวมอยู่ด้วยอีกเช่นกัน

คำถามต่อ กทช. ความมั่นคงของชาติตามที่ กทช.ต้องการคืออะไร และ กทช.จะใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินว่าผู้ใดกระทำการที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ  มี กฎหมายฉบับใดของประเทศไทยหรือไม่ที่ระบุว่ากิจการโทรคมนาคมเกี่ยวข้องกับ ความมั่นคงของชาติ หากเป็นความมั่นคงของชาติจริงแล้ว ทุกวันนี้ที่มีเอกชนเป็นผู้ลงทุนให้บริการสื่อสารทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน โทรศัพท์มือถือ Internet หรือแม้แต่ดาวเทียม ไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติหรือ เหตุไฉนพอจะมาเป็นโทรศัพท์ 3G กลับมาบอกว่ากระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นอกจาก นี้ กทช เอาอำนาจใดมาตัดสิทธิว่าผู้ใดเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือไม่มีความเหมาะสม โดยที่ไม่มีกฎหมายใดๆ มารองรับการใช้ดุลพินิจเช่นนี้ เกินสมควรหรือไม่ หากผู้ใดเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศจริง ก็จะต้องถูกหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในเรื่องนี้ดำเนินการไปแล้ว มิใช่อำนาจหน้าที่ของ กทช.ที่จะตัดสิน หรือออกกฎเกณฑ์ในเรื่องความมั่นคงของประเทศขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภา และหาก กทช.ตัดสินไม่ให้ผู้ใดเข้าประมูลเพราะเหตุผลของตนเองว่าผู้นั้นเป็นภัยต่อ ความมั่นคง ก็จะเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญในเรื่องเสรีภาพในการประกอบกิจการค้าขายในมาตรา 29 และมาตรา 43   ที่ ให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการประกอบกิจการโดยเสรี เว้นแต่จะมีกฎหมายจำกัดสิทธิไว้ กทช.จะรับผิดชอบอย่างไร หากไปตัดสิทธิเขาโดยไม่มีกฎหมายรองรับไว้ และภายหลังเขาไปฟ้องศาลและศาลตัดสินว่าเขาเป็นฝ่ายถูก

การ ที่จะตัดสิทธิไม่ให้ใครเข้าร่วมประมูลจะต้องตั้งอยู่บนหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ที่มีกฎหมายรองรับ มิใช่ขึ้นอยู่กับการใช้ดุลพินิจของผู้ใดเท่านั้น หาก กทช. จะไปขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบให้ เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ขอให้ กทช. ไปตรวจสอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบเสียก่อนว่าหน่วยงานเหล่านั้นมีอำนาจ หน้าที่เช่นนั้นหรือไม่ เช่น พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502

และหากตัดสิทธิ์รายนั้นไปแล้ว ภายหลังพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้กระทำความผิดจริงตามที่ถูกกล่าวหา กทช.จะรับผิดชอบอย่างไร

มาตรา ๒๙ การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้

กฎหมาย ตามวรรคหนึ่งต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นการเจาะจง

มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การ จำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

อนึ่ง ตามคำรับรองในแบบคำขอ 6 ที่กำหนดข้อ 2.2 ที่ ให้ผู้ขอรับใบอนุญาตรับรองว่าการขอใบอนุญาตจะไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดแย้งต่อกฎหมาย โดยให้ กทช. พิจารณาตัดสิทธิเข้าร่วมประมูลได้ทันทีโดยไม่มีกฎหมายรองรับไว้นั้น เห็นว่า การที่ กทช. จะตัดสินผู้ใดนั้น จะกระทำได้ก็ต่อเมื่อศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว

นอกจากนี้ ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 39 ที่บัญญัติว่า ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้

กรณีดังกล่าวยังเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลในการประกอบกิจการหรืออาชีพโดยไม่มีกฎหมายรองรับตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 43 ประกอบกับมาตรา 29 บัญญัติไว้อีกด้วย

11. ข้อกำหนดคุณสมบัติขั้นแรก (Pre-Qualification)

การที่กทช. ระบุใน IM ว่า ควรกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าร่วมประมูลของผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (อาทิเช่นสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น) หรือไม่ อย่างไร เช่น

(1) กำหนดเงื่อนไขที่จะต้องดำเนินการแปรสัญญาสัมปทานตามแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ฉบับที่ 2) ของประเทศไทย พ.ศ.2552-2556 ก่อนการเข้าประมูล

(2) การไม่อนุญาตให้ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับผู้ประกอบการที่เป็นคู่สัญญาสัมปทานกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เข้าร่วมการประมูล

ข้อพิจารณา

เหตุใด กทช. จึงอยากจะกำหนดเงื่อนไขทั้งสองข้อนี้ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นการกำหนด set aside ตามข้อ 1. เพื่อให้เฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ซึ่งไม่เคยให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทยมาก่อน และผู้ประกอบการที่เป็นรัฐวิสาหกิจ 2 ประเภทนี้เท่านั้น มีสิทธิเข้าประมูล การกระทำเช่นนี้ท่านเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติหรือไม่ อย่างไร กรุณาให้ความกระจ่างด้วย

กรณีแปรสัญญ

1. สัญญาร่วมการงานเดิมได้รับการรับรองมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี 2540 และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันปี 2550 ให้สัญญาดังกล่าวมีผลใช้บังคับจนกว่าจะสิ้นสุดอายุสัญญา

2. การจะตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาย่อมจะต้องดำเนินการโดยภาครัฐและ เอกชนซึ่งเป็นคู่สัญญา ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกสัญญาได้เพียงลำพัง เว้นแต่จะเข้ากรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติผิดสัญญา

3. การกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีการแปลงสัญญาร่วมการงานเท่ากับเป็นการบีบบังคับ ให้คู่สัญญาเอกชนต้องยอมขอยกเลิกสัญญาเสียก่อน เพื่อให้มีสิทธิเข้าร่วมประมูลคลื่น 3G ได้นั้น เป็นการสร้างภาระเกินสมควร เป็นเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า การจะเจรจาแปลงสัญญาร่วมการงานนั้นมิได้กระทำให้สำเร็จได้โดยเร็ว ในอดีตเพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมตาม WTO และรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ ได้กำหนดไว้ รัฐบาลได้เคยมีการดำเนินการตั้งที่ปรึกษาหลายแห่งมาศึกษาวิจัย ให้คำปรึกษาและใช้เวลาหลายปีในการกำหนดรูปแบบ ซึ่งมีทั้งการให้เอกชนจ่ายเงินชดเชยรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่ TOT และ CAT หรือการให้ TOT และ CAT เข้ามาถือหุ้น แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ ฉะนั้น หากมีเงื่อนไขเช่นนี้ ผู้ประกอบการ 2G ไม่ว่ารายใด ย่อมไม่มีสิทธิมาขอรับจัดสรรคลื่น 3G อย่างแน่นอน

กรณีตัดสิทธิมิให้บริษัทที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการ 2G เข้าร่วมประมูลเลย

เงื่อนไขนี้มีความต่อเนื่องมาจากเงื่อนไขแรก เพราะผู้ประกอบการ 2G เดิม คงไม่สามารถแปรสัญญาร่วมการงานได้ทัน ก็จะต้องให้บริษัทในเครือมาเข้าประมูลแทน จึงต้องมีเงื่อนไขนี้เพื่อตัดมิให้มีผู้ประกอบการรายเดิมที่เป็นภาคเอกชน

ข้อกำหนดเช่นนี้ เป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบกิจการของภาคเอกชน แต่ไม่จำกัดสิทธิผู้ให้บริการ 2G ภาครัฐ ซึ่งจะให้บริการ 3G ใน ช่วงแรกถูกผูกขาดอยู่กับหน่วยงานของรัฐ และหากไม่มีเอกชนรายใหม่เข้ามาเลยหรือน้อยแล้ว ก็จะผูกขาดตลอดไปมิให้ต่อไป เป็นการบังคับและจำกัดมิให้ผู้ใช้บริการมีทางเลือกที่ดีกว่า ไม่ก่อให้เกิดการแข่งขันตามบทบาทหน้าที่ของ กทช.  ซึ่งจะเป็นผลเสียต่ออุตสาหกรรมโทรคมนาคมของประเทศอย่างร้ายแรง

เงื่อนไข ทั้งสองประการข้างต้น ถือได้ว่าเป็นการจำกัดสิทธิในการประกอบกิจการของผู้ประกอบการโดยไม่เป็นธรรม เข้าข่ายกระทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 43 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า

มาตรา ๔๓ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการ หรือประกอบอาชีพและการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม

การ จำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

12. มูลค่าใบอนุญาต

การที่กทช. ระบุใน IM ว่า ความเหมาะสมในการเปรียบเทียบมูลค่าการประมูลกับรายได้จากสัญญาสัมปทาน

ข้อพิจารณา

การจัดสรรคลื่น 3G ไม่ควรนำมูลค่าสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการ 2G มาเปรียบเทียบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยรายได้ของ TOT และ CAT ที่คิดว่าจะขาดหายไป เพราะลูกค้า 2G เปลี่ยนมาใช้ 3G จนหมดนั้น เพราะ

1. ผู้ที่เข้าประมูลมิใช่มีแต่เฉพาะผู้ประกอบการ 2G เดิม ราคาคลื่นความถี่ที่แต่ละคนเสนอ ย่อมอยู่บนมูลค่าของคลื่นที่แต่ละคนพอใจ ซึ่งเห็นว่าคุ้มทุนเมื่อนำไปใช้ให้บริการ จึงไม่เป็นธรรมและมีเหตุผลที่ราคาประมูลจะถูกอ้างอิงจากค่าส่วนแบ่งรายได้ ของบริการ 2G ในอนาคต

2. TOT และ CAT เองมิได้ขาดรายได้อย่างเป็นสาระสำคัญแต่อย่างใด เพราะบริการ 3G ย่อมจะต้องมีการสร้างโครงข่ายขึ้นมาใหม่ซึ่งต้องใช้เวลานับสิบปีจึงจะครอบคลุมประชากรทั้งหมด ในระยะแรกๆ ลูกค้า 2G เปลี่ยนไปใช้ 3G จะมีเพียงเล็กน้อย และด้วยความที่โครงข่าย 3G ยังมีน้อย ก็จะต้องมีการขอ roaming กับโครงข่าย 2G และโทรเข้าหาลูกค้า 2G เป็นส่วนใหญ่ TOT และ CAT ก็จะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่า roaming และค่า IC เพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดังนั้นการจัดสรรคลื่น 3G ไม่ควรนำมูลค่าสัญญาสัมปทานของผู้ประกอบการ 2G มาเปรียบเทียบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยรายได้ของ TOT และ CAT ที่คิดว่าจะขาดหายไป เพราะลูกค้า 2G เปลี่ยนมาใช้ 3G จนหมดนั้น

เพราะ รายได้จากสัญญาสัมปทาน หมายถึงส่วนแบ่งรายได้ที่เกิดจากคู่สัญญา ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละปี และแต่ละคู่สัญญา รวมถึงอายุของสัมปทานของแต่ละฉบับ ส่วนแบ่งรายได้นี้ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจในแต่ละช่วงเวลา โดยไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ ส่วนมูลค่าการประมูล มาจากการคำนวณค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่ ที่ใช้หลักการคำนวณที่อ้างอิงได้ตามหลักสากล จึงนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้

เมื่อมีการกำหนดเงื่อนไขนี้จริง หากภายหลังปรากฏว่า TOT และ CAT ยังได้เงินส่วนแบ่งรายได้จากผู้ประกอบการ 2G อยู่ ก็จะต้องมีการจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ประมูลด้วย

หนอยแน่ะ! วันนี้เล่นประเด็นกฎหมายเชียวเราชาว TJ!!!!!

 

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: