สมาคมโทรคมแนะกทช.สาง 6 ข้อ

แหล่งข่าวสมาคมโทรคมนาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ข้อเสนอจากกลุ่มภาคธุรกิจโทรคมนาคมมีข้อสังเกตให้ กทช. พิจารณาก่อนเปิดการประมูลในเรื่องหลัก 6 ประการ ได้แก่ 1. คุณสมบัติของผู้รับใบอนุญาต 3 จี จาก กทช. ควรมีความชัดเจน ไม่เปิดช่องให้เกิดการ “ตีความ” เพราะเป็นช่องทางในการถกเถียงฟ้องร้อง

ประการที่ 2. ควรจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ที่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เป็น 3 บล็อก หรือ 3 ใบไลเซ่นเท่ากัน นั่นคือ คู่ละ 15 เมกะเฮิรตซ์ หรือจัดสรร 4 บล็อกเท่ากัน นั่นคือ คู่ละ 10 เมกะเฮิรตซ์ แล้วเกิดที่เหลือ 5 เมกะเฮิรตซ์ สำรองสำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจะเกิดความเสมอภาคในการแข่งขันต่อการประมูล รวมถึงความชัดเจนเกิดขึ้น ทั้งไม่ก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในระยะยาวไม่ต่างจากการแข่งขันใน อุตสาหกรรมมือถือในปัจจุบันที่เริ่มต้นจากความไม่เท่าเทียม จนเกิดความไม่เสมอภาคในการแข่งขันในยุคสัมปทาน ที่มีการจัดสรรคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ให้ บมจ. กสท โทรคมนาคม และ บมจ. ทีโอที จัดสรรให้เอกชนรายเดียว

“การแบ่งแบบที่จะประมูล คือ 10 เมกะเฮิรตซ์ 3 ใบ และ 15 เมกะเฮิรตซ์ 1 ใบนั้น จะทำให้คนแห่มาประมูล 15 เมกะเฮิรตซ์กันก่อนทำให้ราคาสูง เมื่อราคาสูงผู้ที่มีอำนาจการเงินสูงสุดย่อมได้ไป ก็เป็นการผูกขาดกันต่อในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยไม่เปลี่ยนแปลง เพราะเมื่อได้แบบ 10 เมกะเฮิรตซ์ไปในอนาคตก็ต้องมาเจรจากับ กทช. กันอีก” แหล่งข่าวกล่าว

ประการที่ 3 ระยะเวลาของใบอนุญาตบริการสื่อสารไร้สาย ไม่ควรจำเพาะเจาะจงว่าเพื่อบริการ 3 จี แต่ควรเป็นการเขียนเทคโนโลยีกลางๆ ไม่ระบุ เช่น ใบอนุญาตให้บริการด้วยเทคโนโลยีสื่อสารไร้สาย เพราะไม่เช่นนั้นอนาคตก็จะต้องมาเจรจากับ กทช. หรือ กสทช. เมื่อจะเพิ่มเติมบริการที่มีความเร็วขึ้น นั่นหมายถึง การเปิดช่องให้มีการหารือลักษณะ “ใต้โต๊ะ” ซึ่งระยะเวลาที่เหมาะสมต่อการลงทุนของผู้ประกอบการที่จะส่งผลดีให้กับผู้ บริโภค ควรเป็น 20 ปีหรือมากกว่า

ประการที่ 4 กทช. ควรเข้ามาหารือกับฝ่ายเกี่ยวข้องอย่างจริงจังในข้อปัญหาเดิม นั่นคือ สัมปทานของ กสท และ ทีโอที เพราะมีหน้าที่สร้างอุตสาหกรรมให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี และเป็นธรรม ตามเจตนารมณ์การเกิดและทำงานของ กทช. เพื่อให้บริการ 3 จี เป็นประโยชน์สูงสุดของประชาชนอย่างแท้จริง โดยไม่ควรปล่อยให้คาราคาซัง และอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการของปัญหาในขณะนี้

ประการที่ 5 การคิดค่า USO ด้วยวิธีปัจจุบัน โดยต้องกำหนดชัดเจนว่าจะนำไปใช้เพื่ออะไร โดยใครจัดการและเท่าใดด้วย เนื่องจากปัจจุบันไม่มีความชัดเจนในการนำรายได้จาก USO ไปใช้ มีเพียงระบุในวงกว้างๆ ว่า ใช้บริการประชาชนในพื้นที่ทุรกันดาร และวิธีคิดเรียกเก็บ USO จากเอกชนควรคิดอย่าง VAT นั่นคือ การลดต้นทุนของการผลิตบริการ และสามารถผ่อนเบาภาระของผู้ประกอบการ มีผลต่อการคิดราคาบริการให้เหมาะสมดีขึ้น

ประการสุดท้าย กทช. ควรมีวิจารณญาณ ว่า เรื่องใดที่มีผลกระทบต่อสังคมในระยะยาวนั้น ควรทำหรือไม่ แม้ว่าในทางกฎหมายอาจระบุว่า กทช. ชุดรักษาการกับกรรมการที่ไม่ครบองค์ จะมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการได้ตามกฎหมายในเรื่องต่างๆ ก็ตาม โดยไม่ใช่การ “เร่ง” ดำเนินการ เพราะจะกลายเป็นกรรมการที่สร้างปัญหาให้สังคมให้คนรุ่นต่อไปมาสะสางได้ หรือแม้กระทั่งถูกมองว่ามีประโยชน์ใดแอบแฝงให้เร่งดำเนินการ

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: