อุ๊ยต๊าย!! ถ้า3G เกิด.. รัฐเสียรายได้…???!!!

ความเผ็ดร้อนของกระแสทั้งจากฝ่ายผลักดันและฝ่ายยื้อยุดแผน การออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3G ในประเทศไทย ยังคงอยู่ แม้วันเวลาหลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ “3G and Beyond” ครั้งแรก โดยคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) จะผ่านมาแล้วกว่า 3 สัปดาห์ การแสดงความคิดเห็นนอกรอบของหน่วยงานและคณะบุคคลต่างๆ ยังคงดำเนินไปอย่างไม่หยุดยั้ง จนกล่าวได้ว่า ก่อนจะถึงวันเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะครั้งที่ 2 ที่น่าจะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ฝ่ายค้านและฝ่ายสนับสนุนก็น่าจะงัดประเด็นหลักมาต่อสู้กันอย่างถึงพริกถึง ขิง

กล่าวได้เลยว่า สถานการณ์ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องการเตรียมจัดสรรความถี่3Gและเปิดประมูลlicense กลายเป็น”วาระแห่งชาติ”ไปแบบ ไม่ตั้งใจ!!!

เขียนเสือให้วัวกลัว

ภายหลังการเปิดรับฟังความคิดเห็น 3G and Beyond ครั้งแรกเพียงไม่ถึง 2 สัปดาห์ ก็มีการนำเสนอข้อมูลที่แทบจะชะงักการเดินหน้าของธุรกิจ 3G ในประเทศไทย กับข่าวที่ว่าภาครัฐจะต้องสูญเสียรายได้อย่างมโหฬาร หากเอกชนที่ปัจจุบันเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 2G ภายใต้สัญญาสัมปทานกับรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งคือ TOT และ CAT ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G พูดง่ายๆ ก็คือกลัวกันว่าทันทีที่ผู้ให้บริการเอกชนได้รับใบอนุญาต 3G ก็จะเกิดอาการปีกกล้าขาแข็ง เนรมิตสร้างโครงข่าย 3G ขึ้นมาเต็มบ้านเต็มเมือง แล้วถ่ายโอนลูกค้า 2G ของตน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นลูกค้าของ TOT หรือ CAT ซึ่งเอกชนเหล่านั้นมีเพียงสิทธิในการให้บริการ โอนไปเป็นลูกค้าในโครงข่าย 3G ของตนเอง รายได้ที่เอกชนต้องส่งคืนรัฐวิสาหกิจภายใต้สัมปทาน 2G ก็จะลดน้อยถอยลงอย่างมหาศาล ถึงกับกล่าวว่ามองโดยภาพรวม หากเอกชนทั้ง 3 ราย คือ AIS, DTAC และ True Move ประมูลได้ใบอนุญาต 3G และโอนย้ายลูกค้าทั้งหมดไปเป็นของตน รัฐจะเสียรายได้ถึง 3.3 แสนล้านบาท…

จริงเท็จประการใด ลองตั้งสติทบทวนตามหลักของเหตุและผล

ข้อที่ 1 เป็นไปได้หรือไม่ ที่ผู้ประกอบการเอกชนจะสามารถสร้างโครงข่าย 3G ได้ภายในเวลาสั้น ๆ เพื่อให้มีพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศเทียบเท่าโครงข่าย 2G ที่กว่าจะมีสถานีฐานเท่าที่เห็นในปัจจุบันก็ต้องใช้เวลานับ 10 ปี แถมยังได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือด้านการจัดหาอาคารสถานที่ โครงข่ายเชื่อมต่อ (Transmission) จากทั้ง TOT และ CAT กระนั้นยังต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้ แล้วนับประสาอะไรกับการสร้างโครงข่าย 3G ด้วยตนเอง ซึ่งเชื่อได้ว่า ทั้ง AIS, DTAC และ True Move ย่อมไม่ได้รับความร่วมมืออะไรมากมายนัก (หรือจะนับว่าไม่ได้รับความช่วยเหลือแน่ๆ ก็ได้) จากรัฐวิสาหกิจทั้งสองรายในการสร้างโครงข่าย 3G

โครงข่าย 3G จึงต้องใช้เวลานานอย่างน้อยก็ต้อง 2 ปี เพื่อให้ได้พื้นที่ครอบคลุมครึ่งหนึ่งของการกระจายตัวประชากร ซึ่งส่วนหนึ่งต้องถือเป็นการเร่งมือสร้างเพื่อให้สอดรับกับข้อบังคับของ กทช. ซึ่งหากสอบถามจากตัวผู้ให้บริการภาคเอกชนทั้ง 3 ราย ก็ต้องบอกว่างานนี้ “ยิ่งกว่าหิน”

ข้อที่ 2 ในเมื่อความจริงเป็นเช่นนี้ แม้ปัจจุบันจะมีโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ จำนวนไม่น้อยที่พร้อมรองรับบริการจากโครงข่าย 3G ควบคู่ไปกับ 2G แต่หากช่วง 3-4 ปีแรก หลังการออกใบอนุญาต 2G บรรดาบริษัทเอกชนยังมะงุมมะงาหรากับการเร่งสร้างโครงข่ายสถานีฐาน สัญญาณก็ยังไม่ต่อเนื่อง ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งมีช่องโหว่ของสัญญาณอยู่มากมาย บริษัทเอกชนเหล่านั้นย่อมไม่อาจเร่งรัดโอนย้ายลูกค้า 2G ของตนมายังโครงข่าย 3G ได้เป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งลูกค้าที่โอนย้ายมายังโครงข่าย 3G แล้ว ในแต่ละวันก็ยังมีโอกาสที่จะต้องข้ามกลับไปใช้งานยังโครงข่าย 2G ได้ทุกเมื่อ หากขาดสัญญาณจากโครงข่าย 3G ซึ่งทุกบาททุกสตางค์ที่ลูกค้าเหล่านี้ใช้งานผ่านโครงข่าย 2G ก็ยังคงเป็นรายได้ที่นำไปคิดส่วนแบ่งกลับคืนให้กับ TOT หรือ CAT ยังไม่นับถึงราย
ได้ที่เกิดจากการใช้งานของลูกค้าที่ไม่สมัครใจโอนเป็น ลูกค้า 3G อีกไม่น้อย เงินสุทธิก้อนนี้จะยังคงเป็นรายได้มหาศาลให้กับภาครัฐต่อไปอย่างน้อยก็อีก 4 ปี นับจากวันที่บริษัทเอกชนได้รับใบอนุญาต 3G

ข้อที่ 3 แล้วรัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่ง เข้าใจว่าตนเองมีหน้าที่อะไรในแผ่นดินนี้??? ในเมื่อ TOT ก็มีสิทธิและกำลังสร้างโครงข่าย 3G ที่มีความเร็วสื่อสารระดับ HSPA ของตนเองอยู่ ขณะที่ CAT ก็มีโครงข่าย CDMA2000 ซึ่งก็ถือเป็นเทคโนโลยี 3G ชั้นดี เชื่อได้ว่าคำถามนี้ย่อมพบกับคำตอบเชิงตัดพ้อจากผู้คนภายในทั้งสองหน่วยงาน ทำนองว่า รัฐวิสาหกิจขาดความคล่องตัว จะลงทุนแต่ละครั้งต้องรอการอนุมัติจากรัฐบาล ไม่เจนจัดเรื่องการทำตลาด สู้ภาคเอกชนไม่ได้ มีปัญหาภายในองค์กร ฯลฯ ยิ่งพูดก็ยิ่งสะท้อนนัยที่ไม่น่าให้อภัย !!ความจริงแล้ว รัฐวิสาหกิจทั้งสองแห่งต่างก็มี”ของดี”อยู่กับตัว แต่ไม่มีแม้แต่ศักยภาพที่จะพัฒนาของดีเหล่านั้นให้เลี้ยงตัวเองได้ เป็นที่น่าอนาถใจ

ข้อที่ 4 รายได้ที่หวั่นเกรงกันว่าจะหายจากภาครัฐทันทีที่บริษัทเอกชนเริ่มให้โครง ข่าย 3G ของตนเอง แท้จริงแล้วหายไปมากน้อยเท่าไร หรืออันที่จริงแล้วอาการเงินหายนั้นเกิดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่ก่อนแล้ว ลองมาพิจารณาข้อเท็จจริงด้านเงินๆ ทองๆ ที่มีการเผยแพร่สู่สาธารณะ ดังแสดงในตารางที่ 1 และตารางที่ 2 เกี่ยวกับเงินส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนได้นำส่งให้หน่วยงานรัฐสาหกิจทั้งสอง ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน โดย TOT ได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้ จาก AIS ในขณะที่ CAT ได้รับจาก DTAC และ True Move

ตารางที่ 1 : รายรับที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน กำไรสุทธิ และยอดรายได้ที่ TOT นำส่งคลัง

tj01_281009

 

 

 

 

 

ที่มา : รายงานประจำปีของ บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์
รายงานประจำปีของ TOT ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์

ตารางที่ 2 : รายรับที่ได้จากส่วนแบ่งรายได้สัมปทาน กำไรสุทธิ และยอดรายได้ที่ CAT นำส่งคลัง

tj02_281009

 

 

 

 

 

ที่มา : รายงานประจำปีของ CAT ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์

สำหรับ TOT ข้อมูลในตารางที่ 1 สะท้อนให้เห็นว่า รายได้ที่จัดเก็บจากค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ในแต่ละปียังสูงกว่าผลกำไร ที่ TOT ประกาศ นั่นหมายความว่าเงินที่นำส่งกระทรวงการคลัง ย่อมต้องน้อยยิ่งกว่ากำไรเสียอีก นั่นหมายความว่าอะไร? TOT นำเงินที่ทาสในเรือนเบี้ยของตนนำส่งอย่างซื่อสัตย์ไปทำอะไรทุกปี เหลือกำไรเพียงน้อยนิด เงินที่เจียดกลับไปให้หลวงพลอยต่ำอย่างน่าใจหาย นับตั้งแต่ พ.ศ. 2547 จนถึง พ.ศ. 2551 เงินส่วนแบ่งรายได้จากสัมปทาน AIS โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณปีละ 18,000 ล้านบาท ยังไม่นับรวมส่วนแบ่งรายได้จากกิจการโทรศัพท์พื้นฐานของ TRUE และ TT&T และรายได้จากการให้บริการของ TOT เอง ซึ่งน่าจะต้องเป็นรายได้หลัก ตัวเลขรายได้รวมย่อมต้องมีมูลค่าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านบาท แต่เมื่อ
พิจารณาถึงผลประกอบการของ TOT กลับปักหัวดิ่งลงอย่างเต็มไปด้วยข้อกังขา

TOT นำเงินรายได้ไปทำอะไร ทั้งๆ ที่ก็ไม่พบว่ามีบริการใหม่ๆ แต่ประการใด คุณภาพของบุคลากรและการให้บริการก็ยังไม่มีการพัฒนา จนแทบจะมองว่าแท้จริงแล้วรายได้หลักของ TOT ก็คือรายได้จาก AIS คิดต่อไปถึงเงินก้อนโตนั้น เหลือเศษเงินเล็กน้อย ใน พ.ศ. 2550 รายได้ส่งเข้าคลังของ TOT คือ 1,002 ล้านบาท เทียบกับเฉพาะรายได้จาก AIS 18,196 ล้านบาท เท่ากับว่ามีเงินเหลือเข้ารัฐบาลจริงเพียง 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ที่ตนจัดเก็บจาก AIS !!!!!

สำหรับ CAT เอง แม้ส่วนแบ่งรายได้จากทั้ง DTAC และ True Move รวมกันแล้วนับว่าต่ำกว่ารายได้จากสัญญาสัมปทานที่ TOT ได้รับจาก AIS เพียงรายเดียว กลับนับว่ามีสัดส่วนการส่งเงินคืนภาครัฐได้ดีกว่า TOT อย่างมาก แต่ภาพแห่งความจริงที่แสดงออกมาจากข้อเท็จจริงทั้งหมด ก็สอดรับตรงกันว่าแท้จริงแล้วเงินที่บริษัทเอกชนผู้ให้บริการโทรศัพท์ เคลื่อนที่ 2G จ่ายคืนให้ภาครัฐตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทาน เกิด “หล่น” ขึ้นระหว่างทางอย่างมโหฬารมาตลอดนับตั้งแต่อดีต เหลือกลับเข้ากระเป๋าภาครัฐจริงเพียงเศษกระพี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าการนำเสนอข้อมูลผ่านสื่อมวลชนในลักษณะของการสร้างกระแส “ปล้นชาติ” ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ละเลยการพูดความจริงเรื่องนี้…

กำไรที่เห็นๆ แต่กลับไม่พูดถึง

มองไปข้างหน้า ทุกคนในแวดวงโทรคมนาคมทราบกันดีว่า สัญญาสัมปทานของภาครัฐที่มีต่อบริษัทเอกชนทั้ง 3 รายกำลังใกล้จะจบลง เริ่มจากสัมปทาน True Move ที่จะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ. 2556 ตามด้วยสัมปทาน AIS ใน พ.ศ. 2558 และ DTAC ใน พ.ศ. 2561 ปัจจุบันส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนทั้ง 3 รายต้องส่งคืนภาครัฐก็มาถึงอัตราขั้นสูงสุดกันแล้ว รายได้ของผู้ประกอบการก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมากไปกว่านี้ ไม่ว่าจะมองในมุมของฐานลูกค้าที่อิ่มตัว การตัดราคา รวมไปถึงรูปแบบบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ย่ำอยู่กับที่หากยังไม่มีการเปิด ให้บริการ 3G ทำนายได้เลยว่าส่วนแบ่งรายได้ที่เอกชนทั้ง 3 รายพึงส่งคืนภาครัฐก็ไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากตารางที่ 1 และ 2 อีกแล้ว และเมื่อถึงจุดหนึ่งรายได้ที่เอกชนต้องส่งคืนก็คงต้องขาดหายไป (อาจจะพร้อมๆ กับการ
ปิดประตูอนาคตของเอกชน หากยังไม่มีการเปิดให้บริการ 3G อีก) อย่าลืมว่ารายได้เข้ารัฐวิสาหกิจไม่เท่ากับรายได้เข้ารัฐแน่ๆ เม็ดเงินเข้ารัฐจะเหลือเพียงเท่าใด อาจคำนวณได้ง่ายๆ โดยใช้เพียงการคำนวณบัญญัติไตรยางค์

กำไรที่เห็นๆ ว่าจะเข้ากระเป๋าภาครัฐ อันเนื่องมาจากการออกใบอนุญาตและส่งเสริมให้มีบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G กลับเป็นสิ่งที่พูดคนจำนวนหนึ่งไม่ยอมแม้แต่จะพูดถึง เริ่มจากเงินค่าประมูลความถี่ซึ่งคาดการณ์กันว่ารวมๆ ทุกใบอนุญาตรวมกันแล้วไม่น่าจะต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท และเป็นเงินที่เข้ารัฐทันทีที่มีการออกใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ให้กับผู้ชนะ ประมูล 3G หากรอเก็บส่วยผ่าน TOT และ CAT คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ปี ( อีก 5 ปีข้างหน้าก็ไม่มีเอกชนอยู่เหลือให้เก็บส่วยอีกแล้ว หากยังไม่มีการเปิดธุรกิจ 3G)

กำไรประการที่สอง ก็คือ เงินจัดเก็บรายปีจากค่าใบอนุญาตประกอบกิจการ รวมถึงค่าธรรมเนียมการให้บริการแบบทั่วถึง (USO หรือ Universal Service Offering) รวมกันอีก 6.5 เปอร์เซ็นต์จากรายได้ของผู้ให้บริการโครงข่าย 3G แต่ละราย มีบทบังคับใช้ต่อเนื่องจนถึงวันสิ้นอายุของใบอนุญาต ในขณะที่หากไม่มีการให้บริการ 3G รายได้เข้ารัฐผ่านระบบสัมปทานกำลังทยอยกันหมดอายุขัยลงในปี พ.ศ. 2556, 2558 และ 2561 ตามลำดับ

ยังไม่นับถึงกำไรที่เกิดจากผลกระทบทางอ้อมอื่นๆ เช่น การลงทุนโครงข่ายและเทคโนโลยีที่เสริมการให้บริการ 3G ซึ่ง กทช. จะสามารถออกใบอนุญาตอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก คาดกันว่า 5 ปีหลังจากการเริ่มให้บริการ 3G จะมีบริษัทจำนวนมากทะยอยกันจดทะเบียนให้บริการเสริมผ่านโครงข่าย 3G สร้างรายได้ให้กับภาคธุรกิจโทรคมนาคมไทยอีกหลายแสนล้านบาท เงินจำนวนนี้จะถูกนำไปคำนวณผ่านระบบภาษีและค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ถือเป็นรายได้ที่ไม่อาจพบได้หากยังไม่มีการเปิดให้บริการ 3G

การทำความเข้าใจที่ถูกต้อง ตามหลักเหตุและผลในเชิงธุรกิจ โดยปราศจากอคติ และลบภาพที่บิดเบือนซึ่งมีผู้เสียผลประโยชน์วาดไว้ให้กับวงการโทรคมนาคมไทย จะทำให้เข้าใจและตระหนักได้แน่ชัดถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่ง ก้าวเข้าสู่ยุคการสื่อสารแบบ 3G ซึ่งเป็นเพียงครรลองปกติของการพัฒนาทางเทคโนโลยี โชคร้ายเพียงแต่ครรลองดังกล่าวกำลังสร้างผลกระทบให้กับผลประโยชน์ของใครบาง คน…

Source: เทเลคอมเจอร์นัล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: