คลื่น 3จี ทางรอด ‘แคท ซีดีเอ็มเอ’

กสท เผยคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ทางรอดธุรกิจมือถือ “แคท ซีดีเอ็มเอ” ชี้รวมฮัทช์ล่อใจเอกชนแจมลงทุน เตรียมยื่นแผนให้บอร์ดพิจารณา 6 พ.ย.นี้ ด้าน กทช.เคาะราคาเริ่มต้นคลื่น 3 จี ที่ 5 พันล้านบาท นายจิรา ยุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า วันที่ 6 พ.ย.นี้ ตนจะเสนอแผนธุรกิจซึ่งรองรับความเสี่ยง ทั้งเรื่องรายได้จากสัมปทาน และหลังจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ที่ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี รวมทั้งแนวทางการเข้าร่วมให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ซึ่งยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะจับมือกับเอกชนเพื่อร่วมประมูลใบอนุญาต 3 จี หรือเป็นพันธมิตรกับผู้ที่ประมูลใบอนุญาต 3 จี โดยให้ผู้ที่ชนะการประมูลมาร่วมเช่าใช้โครงข่ายของ กสท นายจิ รายุทธ กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีแรกของการให้บริการ 3 จี คาดว่าจะเปิดให้บริการในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลก่อน ซึ่งปัจจุบันพื้นที่การติดตั้งเสาส่งสัญญาณถูกจับจองโดยผู้ให้บริการเครือ ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งให้บริการ 2 จี ดังนั้นการเข้าร่วมกับกสท จะทำให้เอกชนหน้าใหม่ที่ชนะการประมูลใบอนุญาต 3 จี สามารถวางโครงข่าย 3 จี เสร็จทันกับผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งขณะนี้ กสท ได้ลงนามบันทึก ข้อตกลงกับ ฮัทช์ ในการซื้อโครงข่ายและสิทธิการทำตลาดใน 25 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ-ปริมณฑลแล้ว ส่วนราคาที่ซื้อจะได้ข้อสรุปในเดือน ธ.ค.นี้ ก่อนที่ กทช.จะเปิดการประมูลใบอนุญาต 3 จี สำหรับโครง ข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบซีดีเอ็มเอของฮัทช์ใน 25 จังหวัดมีอยู่ 1,100 สถานีฐาน ซึ่งตามข้อตกลงการซื้อขายฮัทช์ต้องอัพเกรดระบบให้เป็นซีดีเอ็มเอ อีวีดีโอ ซึ่งรองรับการใช้งาน 3 จี ส่วนโครงข่ายของ กสท ซึ่งให้บริการภายใต้ชื่อ แคท ซีดีเอ็มเอ ใน 51 จังหวัด มีทั้งหมด 1,600 สถานีฐาน รองรับการใช้งาน 3 จีหมดแล้ว “คลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ มีความสำคัญกับ กสท มาก เรียกได้ว่า เป็นทางรอดของการให้บริการธุรกิจมือถือของ กสทก็ได้ เพราะ กสทไม่มีคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์เพื่อให้บริการ 3 จี ขณะ ที่ผู้ประกอบการรายอื่นมีทั้งคลื่นความถี่ เดิม และคลื่นความถี่ใหม่ที่จะได้จากการประมูลครั้งนี้ และอนาคตก็ไม่สามารถชี้ชัดได้ ว่าเทคโนโลยีไหนจะทำรายได้ดีกว่ากัน เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงตลอด ขณะ ที่การให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ซีดีเอ็มเอ กสทก็ยังทำต่อ แต่อนาคตต้อง พิจารณาอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนเป็นเทคโนโลยีแอลทีอีหรือไม่” นายจิรายุทธ กล่าว นายจิรายุทธ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ กสทพยายามแนะนำให้ดีแทค และทรูมูฟ ยื่นขอ กทช.เพื่อทดสอบการให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน โดยหวังจะให้เกิดการชะลอใน การย้ายฐานลูกค้าโทรศัพท์มือถือซึ่งใช้งานบนโครงข่าย 2 จี ไปอยู่บน 3 จี เมื่อได้รับใบอนุญาต แต่ก็ติดปัญหาการร่วมลงทุน ตาม พ.ร.บ.ร่วมการงานรัฐกับเอกชน พ.ศ. 2535 มาตรา 22 ทำให้ไม่เกิดการลงทุน ซึ่งรายได้ของ กสท 60% เป็นรายได้จากสัมปทาน ขณะที่กำไรเกือบทั้งหมดก็มา จากสัมปทาน ส่วนที่ประชุม กทช. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปราคาเริ่มต้นการประมูล ใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์แล้ว โดยใบอนุญาตสำหรับ 15 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้นที่ 5,200 ล้านบาท ส่วนใบอนุญาตสำหรับ 10 เมกะเฮิรตซ์ ราคาเริ่มต้นที่ 4,600 ล้านบาท โดย กทช.จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะการจัดสรรคลื่นความถี่ 3 จี ในวันที่ 12 พ.ย.นี้ อีกครั้ง สำหรับค่าธรรมเนียมใบอนุญาตปีแรกอยู่ที่ 2.5% จากรายได้รวม และปีต่อ ๆ ไป อยู่ที่ 2% ขณะที่วันเปิดประมูลยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเปิดประมูลทันเดือน ธ.ค.นี้ ด้าน นายสมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า กทช. ตั้งราคาเริ่มต้นการประมูลใบอนุญาต 3 จี บนคลื่น 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ต่ำเกินจริงมาก อีกทั้ง กทช.ยังไม่สนใจว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมูลจำนวนเท่าใด ซึ่งจะทำ ให้ผลของราคาการประมูลไม่ต่างจากราคาเริ่มต้นมากนัก และความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเพราะ กทช. และ บริษัท เนร่า ที่ปรึกษา 3 จี ได้ตีมูลค่าคลื่นความถี่เพียง 40,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมาก เนื่องจากมีการคิดจากการให้บริการอินเทอร์เน็ต การสื่อสารข้อมูลความเร็วสูงซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท/ใบ เพียงอย่างเดียว ก่อนหน้านี้วันที่ 21 ต.ค. ที่ผ่านมานายสมเกียรติ ได้กล่าวระหว่างงานเสวนาเรื่อง “การนำคลื่นย่านความถี่ 3 จี มาบริหาร ประชาชนได้รับประโยชน์จริงหรือ” จัดโดยสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ว่า การกำหนดราคาเริ่มต้นการประมูลใบอนุญาต 3 จี ของ กทช. จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากคลื่นความถี่ดังกล่าวถือว่ามีมูลค่ามหาศาล หากประเมินจากผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการจะได้รับ โดยเฉพาะ 3 รายเดิมในตลาด (เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ) คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 3.3 แสนล้านบาท จึงไม่เห็นด้วยที่ กทช.จะประมูลใบอนุญาตพร้อมกันทั้ง 4 ใบ เพราะไม่มีประเทศใดที่มีผู้ได้รับใบอนุญาต 3 จี มากกว่าระบบ 2 จีเดิม เนื่องจากตลาด 3 จี ไม่ได้ใหญ่มาก ดังนั้นประเทศไทยซึ่งมีผู้ให้บริการอยู่แล้ว 3 รายก็น่าจะเพียงพอ จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเปิดประมูลพร้อมกัน 4 ใบ เพราะที่สุดผู้ที่ได้รับประโยชน์ คือ ผู้ผลิตอุปกรณ์รองรับ ผู้ให้บริการ 2 จี ปัจจุบัน และ กทช.

 

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: