3G แบบไทยๆ นาฎกรรมที่ถึงเวลาเปลี่ยนบท??

            เกิดอะไรขึ้นกับแวดวงโทรคมไทย… คำถามสุดฮิตจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งแม้จะเป็นคนไทยด้วยกัน หากแต่มองอุตสาหกรรมโทรคมแบบผิวเผิน ก็คงยากจะเข้าใจได้กับข่าวคราวที่สลับกันพลิกผัน…เดี๋ยวก็มีกระแสว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่3G จะเกิดแล้ว สักพักก็มีข่าวว่าเกิดไม่ได้ ด้วยสาเหตุร้อยแปดพันประการ ฟังกันจนชินหู พร้อมกับอาการปลง ตลอดช่วงเวลากว่า 5 ปีที่ผ่านมา
          บทความเรื่องนี้ต้องการสะท้อนภาพแห่งความเป็นจริงของกลไกที่เกิดขึ้น และยังคงดำเนินอยู่ในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมไทยตลอดช่วงเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา เพื่อตอบคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกันแน่” โดยมิได้มุ่งหวังบังคับให้ผู้ที่ได้อ่านต้องเชื่อตามทันที เพียงแต่ต้องการให้ทุกท่านได้ค้นหาและตามหาความจริงคิดไตร่ตรองและร่วมกันผลักดันให้ธุรกิจดำเนินไปตามครรลองแห่งความถูกต้อง… ถูกต้องอย่างไรบทความเรื่องนี้จะนำเสนอให้โดยต่อไปนี้
          ทาสในเรือนเบี้ย
          การขยายตัวของธุรกิจโทรคมนาคมไทยที่ดูเหมือนจะมีการเติบโตอย่างงดงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งทุกคนรับรู้อยู่ว่าทั้งหมดเป็นผลจากการดำเนินการของภาคเอกชนทั้งสิ้นนั้น เมื่อมองดูกลไกที่ดำเนินอยู่จะเห็นว่าไม่ต่างจากภาพของ “ทาสในเรือนเบี้ย”ที่ผู้ประกอบการภาคเอกชนทั้งหลายดำเนินการธุรกิจภายใต้สัมปทานของรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งของรัฐ (TOT และ CAT) ภายใต้เหตุปัจจัยเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว ซึ่งรัฐประเมินตนเองว่าไม่มีศักยภาพพอที่จะลงทุนสร้างและขยายโครงข่ายโทรคมนาคมได้ทันการเติบโตของประเทศ จึงเกิดการออกสัญญาสัมปทานให้เอกชนเข้ามาลงทุน มีเงื่อนไขว่าทันทีที่เอกชนสร้างโครงข่าย ทั้งโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วเสร็จ จะต้องโอนสินทรัพย์ทั้งหมดให้กับรัฐวิสาหกิจคู่สัมปทานทันที โดย TOT มีคู่สัญญาสัมปทานคือ AIS สำหรับธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1G และ 2G มี TRUE เป็นคู่สัมปทานเครือข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในกรุงเทพฯ และ TT&T เป็นคู่สัมปทาน โทรศัพท์ในต่างจังหวัด ส่วนCAT มีคู่สัมปทานเป็น TRUE MOVE, DPC (ซึ่งปัจจุบัน AIS เป็นผู้ถือหุ้น) และ DTAC ทำธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่

ด้วยเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานที่ผูกพันกันมา ผู้ประกอบการเอกชนต้องลงทุนในสินทรัพย์ด้านโครงข่ายทั้งหมด บนพื้นฐานที่ว่าตนเองมิได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นเลยนับตั้งแต่วันแรกของการเปิดกิจการ ยิ่งขยายเครือข่ายเร็วเท่าไรสินทรัพย์ที่เพิ่มขยายก็ตกเป็นของรัฐภายใต้การดูแลของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่งมากขึ้นตนเองมีเพียง “สิทธิ” ที่จะบริหารจัดการ ดำเนินการให้บริการเพื่อสร้างรายได้ และนำส่งส่วนแบ่งรายได้ก่อนหักค่าใช้จ่ายใด คืนให้กับรัฐวิสาหกิจคู่สัมปทาน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่มีประเด็นใดๆ จะท้วงติง เนื่องจากเมื่อมองในภาพรวมแล้วก็เป็นการสร้างรายได้ให้กับภาครัฐ โดยผ่านการจัดเก็บของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้งสอง ซึ่งอายุของสัมปทานที่ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน (ผ่านการเจรจาขอต่ออายุ) ของผู้ประกอบการเอกชนไม่กี่รายก็เหลืออยู่อีกไม่กี่ปี โดย TRUE MOVE มีอายุสัมปทานเหลือสั้นที่สุด
          ภาพของทาสในเรือนเบี้ยยิ่งชัดเจนมากขึ้นทันทีที่สองหน่วยงานภาครัฐทั้ง TOT และ CAT ออกมาเคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับการที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ จะเปิดประมูลจัดสรรใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ด้วยเหตุผลหลายประการ ใจความสำคัญที่ปรากฏแก่สาธารณชนก็คือ ทันทีที่ผู้ได้ใบอนุญาตซึ่งทุกคนรู้ดีว่าไม่น่าจะพ้นตัวบริษัทเอกชนทั้ง3 ราย คือ AIS, DTAC และ TRUE MOVE มีใบอนุญาต 3G เป็นของตนเอง หลุดพ้นจากเงื่อนไขสัมปทาน จะทำให้ภาครัฐขาดรายได้ไปมหาศาลเนื่องจากไม่มีการส่งรายได้ผ่านสัมปทานอีกต่อไป มีการสร้างกระแสของการ “ปล้นชาติ”เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เว้นแม้แต่การจัดรายการสัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆ ประหนึ่งเป็นการปิดประตู มิให้ทาสในเรือนเบี้ยหนีหายไปจากชายคาของตน
          รายได้ที่ขาดหายไป ซึ่งรัฐวิสาหกิจทั้ง2 หน่วยงาน รายงานว่ามีมูลค่ามหาศาลนั้นแท้จริงแล้วมิได้ขาดหายไปจากภาครัฐ เพียงแต่ย้ายช่องทางจากการส่งผ่าน TOT และ CAT ไปเป็นการชำระค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมดำเนินการให้กับ กทช. และภาครัฐ (ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องเป็น TOT และ CAT) ยังคงได้รับภาษีจากผู้ประกอบการเอกชนผ่านกลไกการจัดเก็บภาษีตามปกติ แม้มูลค่าโดยรวมของเงินได้กลับคืนภาครัฐจะเท่ากันกับปริมาณที่ผ่านอัตราการแบ่งรายได้ภายใต้สัมปทาน แต่คำถามที่ผู้คนในแวดวงโทรคมตั้งข้อสงสัยก็คือ แล้วเงินที่  TOT กับ CAT ส่งคืนให้กับภาครัฐโดยแท้จริงแล้ว เหลือเท่าไร?? แน่นอนว่าเงินที่ทั้งสองหน่วยงานรัฐวิสาหกิจได้รับจากทาสในเรือนเบี้ยของตน ส่วนหนึ่งต้องนำไปลงทุนในโครงการของตนเอง ที่เหลือก็จัดส่งคืนรัฐ คำถามที่ตามมาก็คือ การลงทุนของ TOT และ CAT รวมถึงคุณภาพทั้งในเรื่องเทคโนโลยี การให้บริการรวมไปถึงคุณภาพของคนภายในองค์กร ที่รวมกันเป็นเรือนหมื่น เมื่อเทียบกับการให้บริการของเอกชนแล้ว เท่าเทียมกันหรือไม่ อย่างไร เรื่องนี้ไม่ต้องถามอื่นไกล ผู้บริโภคที่ใช้บริการของหน่วยงานทั้งสองคนก็พอจะทราบได้

ไม่แปลกที่กระแสจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง 2 แห่งจึงสอดรับกัน ทั้งเสียงที่ว่าองค์กรจะไม่สามารถอยู่ได้หากขาดรายได้จากสัญญาสัมปทาน ทั้งเสียงประชดประชันที่ว่า การประมูลใบอนุญาต 3G เป็นเหมือนมวยล็อก เอกชนเท่านั้นที่จะได้ใบอนุญาตเพราะมีเงินถุงเงินถังรัฐวิสาหกิจคงไม่มีเงินเข้าประมูล ไม่ต่างจากภาพของ “นาย” ที่ร้องขอความเมตตาจาก “รัฐ”ที่ยื่นมือเข้ามา “เลิกทาส” เกิดประหวั่นวิตกในชะตากรรมของตนเอง เพราะเงินเลี้ยงปากท้องที่ได้จากทาสในเรือนเบี้ยกำลังจะขาดมือไปในไม่กี่อึดใจ

3G โดยคนไทย เพื่อคนไทย ???
          ยังมีอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งมีผู้ตั้งประเด็นขึ้น และเป็นกระแสคู่ขนาน “การปล้นชาติ” ในเรื่องของทาสในเรือนเบี้ยตามที่กล่าวมาข้างต้นนั่นก็คือ เรื่องของการยกประเด็นทางกฎหมายเพื่อพุ่งกระแสไปที่การสกัดกั้นมิให้บริษัท “นอมินี”ของต่างชาติเข้ามามีสิทธิร่วมประมูลใบอนุญาต3G ถึงขั้นมีเอกสารเสนอความคิดเห็นจากบริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมายระดับโลก ยื่นเข้ามายังกทช. ภายหลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็น 3G and Beyond ครั้งแรกเมื่อปลายเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมุ่งประเด็นว่า กทช. จะถูกฟ้องร้องทันทีในข้อหาทำให้ธุรกิจสื่อสารที่เป็นความมั่นคงของชาติตกไปอยู่ในมือของต่างชาติ หากปล่อยให้มีการประมูล 3G ต่อไป ยังไม่นับถึงการแสดงความคิดเห็นภายในเวทีประชาพิจารณ์สาธารณะของ กทช. ที่มีกลุ่มบุคคลมากหน้าหลายตาลุกขึ้นมากล่าว สาระสำคัญของแต่ละคนล้วนพุ่งมาที่เป้าเดียวกัน

แม้จะมีการปลุกกระแส “รักชาติ” อย่างเอกอุ แต่ก็เชื่อได้ว่า มิได้เกิดจากการต้องการ”ล้ม” กลไกการออกใบอนุญาต หากแต่ต้องการทำทุกวิถีทาง เพื่อที่จะ “เปลี่ยน” รูปแบบการออกใบอนุญาตไปเป็นแบบ Beauty Contest ซึ่งเป็นวิธีที่ประเทศอื่นๆใกล้เคียงบ้านเราเขาใช้กันจึงทำให้เกิดความพยายามในการสร้างกระแสเพื่อให้ กทช. ชะลอการประมูล 3G อย่างน้อยก็ทำให้เกิดการประชาพิจารณ์ 3G and Beyond เป็นครั้งที่สอง ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ตรงนี้…ก็ไม่น่าจะมองกันถึงขนาดว่า จะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อผู้เสียผลประโยชน์ เพราะเป็นช่วงคาบลูกคาบดอก หากคณะกรรมการสภาชิกวุฒิสภามีมติเห็นพ้องต้องกันที่จะสรรหากรรมการ กทช. ชุดใหม่ ซึ่งมีผลทำให้เกิดสภาวะสูญญากาศ เกิดการซื้อเวลา เพื่อให้กรรมการ กทช. ชุดใหม่เข้ามาทำงาน จะได้มีโอกาส lobby ให้กลไกการออกใบอนุญาตเปลี่ยนไปเป็นแบบ Beauty Contest  แต่ควรมองว่า เรื่องใหญ่ และล่าช้ามานาน อย่างเรื่อง3G จะประชาพิจารณ์มากกว่า 1 หน หรือหลายๆหน ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องเสียหาย ส่วนใครจะมีเจตนาอะไรแอบแฝงแค่ไหนอย่างไรกรรม…จะเป็นเครื่องชี้เจตนา
          การประชาพิจารณ์ 3G and Beyond ครั้งที่สองมิใช่เรื่องเสียหาย หากแต่เป็นการสร้างความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในเรื่องของการตั้งReserve Price สำหรับใบอนุญาต 3G การแสดงจุดยืนของ กทช. ในเรื่องการพิสูจน์สัญชาติของบริษัทผู้เข้าประมูลซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้ประกอบการโทรคมบางคนหยิบยกขึ้นมารวมถึงการตั้งContingency สำหรับการประมูล ซึ่งหากไม่มีอุปสรรคใดๆ การเดินหน้าต่อไปของการทำ Auction ก็น่าจะเลื่อนไปเป็นเดือนมกราคม 2553
          Nominee! Nominee! Nominee!
          คิดกันเล่นๆ ว่า หากผู้ประกอบการ 2 รายอย่าง AIS และ DTAC ถูก disqualify จากการเข้าประมูล 3G ด้วยเงื่อนไขที่ว่าเป็น นอมินีของต่างชาติ คือ เทมาเส็ก และเทเลนอร์ ตามลำดับ อะไรจะเกิดขึ้นต่อ? มีผู้วิเคราะห์ว่า สิ่งแรกก็คือทั้ง AIS และ DTAC มีความเสี่ยงที่จะถูกตัดสิทธิในการให้บริการ 2G ทันที ข้อที่สอง การไล่เบี้ยผู้บริหารของทั้ง TOT และ CAT ที่เพิกเฉยไม่กระทำการใดๆ ต่อ AIS และ DTAC คงจะกลายเป็นการลงอาญาผู้บริหารหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทั้ง 2 แห่ง ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ข้อที่สาม เป็นการฆ่าทาสในเรือนเบี้ยของทั้ง TOT และ CAT เพราะนับจากนี้ไปรัฐวิสาหกิจทั้งสองต้องรับภาระค่าบริหารเครือข่าย GSM ที่รวมกันแล้วใหญ่มโหฬาร แบกภาระอันมหาศาล ภายใต้ข้อฉงนที่ว่าตนมีศักยภาพพอหรือไม่ที่จะเดินหน้าต่อไป… แล้วผู้บริโภคจะได้อะไร

          ยิ่งไปกว่านั้น เชื่อได้ว่า ทั้ง AIS และDTAC อาจถือโอกาสที่ถูกไล่ต้อน เปิดเวทีสร้างประเด็นให้รัฐไทยใช้มาตรฐานเดียวกันกับนอมินีในกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น พลังงาน น้ำมันอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะไม่อาจอ้างได้ว่ามีเพียงธุรกิจโทรคมนาคมเท่านั้นที่เป็นความมั่นคงของชาติ ต้องการให้คนไทยเป็นเจ้าของกิจการเพียงอย่างเดียว กระแสต่อต้านนอมินีจะกลายเป็นชนวนสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
          แท้จริงแล้ว กทช. ก็มีจุดยืนที่ชัดเจนว่าการดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมาในเรื่องของการออกใบอนุญาต 3G เป็นไปตามกฎหมายที่ กทช.มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม คือ Telecom Act และในเรื่องของการตรวจสัญชาติ กทช. ก็มีอำนาจเพียงการตรวจสอบความเป็นเจ้าของของผู้เข้าร่วมประมูล กทช. ไม่อาจดำเนินการมากไปกว่าขอบเขตของตนเอง เพราะยิ่งเสี่ยงต่อการถูกตั้งข้อหาในภายหลังว่าปฏิบัติเกินกว่าหน้าที่ ไม่ต่างจากการที่บุรุษไปรษณีย์จะพกปืนเพื่อไปช่วยตำรวจยิงกับคนร้าย กลไกต่างๆ ก็มีความชัดเจนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นความตรงไปตรงมาที่ ช้ามากกกกก
          แล้ว 3G ไทยจะไปอย่างไร??
          การดำเนินหน้าต่อไปอย่างตรงไปตรงมาดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยในปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤตอยู่แล้ว ภาพการ “ชักเข้า-ชักออก”ของใบอนุญาต 3G ที่ผ่านมากว่า 5 ปี ทำให้นักลงทุนต่างชาติแทบไม่ให้เครดิตกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทย นอกจากว่าเราจะตัดสินใจพร้อมกันว่าเราปฏิเสธทุนจากต่างชาติในทุกรูปแบบ และในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม เช่นนั้น เราก็จะสามารถอยู่กับเทคโนโลยีเดิมๆ ที่มีต้นทุนในการดูแลรักษาสูงมากขึ้นๆ ในแต่ละปี และพร้อมที่จะเดินห่างออกจากเทคโนโลยีที่มีราคาถูกลงๆเรื่อยๆ
          สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแวดวง 3G มาจนถึงทุกวันนี้ มิได้มาจากความคิดรักชาติ

          การมองเศรษฐกิจพอเพียง การห่วงว่า 3G จะมอมเมาเยาวชน การปกป้องรัฐวิสาหกิจไทย…หากแต่แฝงไปด้วยการเสียผลประโยชน์ทั้งของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่อ่อนแอจนเกินเยียวยาและเป็นช่องทางสร้างผลประโยชน์ต่อบุคคลเบื้องหลังอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสหากินกับภาคเอกชน
          ข้อเขียนชิ้นนี้หวังกระตุ้นให้ผู้ที่ได้อ่านค้นหาความจริง อย่างน้อยก็ร่วมเข้าฟังการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ 3G ครั้งที่สองของ กทช. ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่กำลังใกล้เข้ามา ใช้สติปัญญาแยกแยะความเป็นจริง มองโลกตามครรลองที่ควรจะเป็น… แล้วร่วมกันพัฒนาประเทศให้ถูกทาง

 เทเลคอมเจอร์นัล ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2552

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: