กทช.ลุยเปิดประมูล 3 จี 4 ใบรัฐสั่งทีโอที กสทรื้อแผนธุรกิจ

ครม.เศรษฐกิจ สั่ง “ทีโอที-กสท” ปรับแผนธุรกิจ รับมือ กทช.เปิดประมูลใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี ให้เอกชนรายใหม่ 4 ใบ ห่วงรายได้ทีโอที สูญปีละ 8 พันล้าน คลังพร้อมอุ้มหากฐานะการเงินมีปัญหาในอนาคต ด้าน กทช. รับทุกข้อเสนอ พร้อมประชาพิจารณ์ 5 พ.ย.นี้ เผยค่าไลเซ่นประมูลเริ่มต้นไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ดีแทคแนะเปิดช่องผู้ประกอบการทุนน้อย สามารถผ่อนชำระค่าใบอนุญาตที่ประมูลได้

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หรือ ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน วานนี้ (14 ต.ค.) ได้พิจารณาการพัฒนาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 หรือ 3 จี โดยที่ประชุมได้ให้กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปปรับยุทธศาสตร์และกำหนดทิศทางการทำงานของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ให้ชัดเจน เพื่อรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมและการเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี

ทั้งนี้ ทีโอทีรายงานให้ที่ประชุมทราบว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทช.) จะดำเนินการออกใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี ให้เอกชนรายใหม่ถึง 4 ใบ เมื่อรวมกับใบอนุญาตที่ทีโอที มีอยู่จะทำให้มีผู้ให้บริการ 3 จี  5 ราย ส่งผลให้ตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในประเทศทวีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อแย่งครองส่วนแบ่งการตลาด

“หากมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันในตลาด มากขึ้น จะทำให้รายได้ของทีโอทีและ กสท ลดลง ครม.เศรษฐกิจมีความเห็นว่า ทีโอทีและ กสท จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ และเตรียมแผนการรองรับการเปิดเสรีคมนาคม” นายพุทธิพงษ์กล่าว

ชี้ทีโอทีสูญรายได้ปีละ 8 พันล้าน
แหล่ง ข่าวจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ กล่าวว่า ทีโอทีประเมินว่าภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับใบอนุญาตใหม่ที่เอกชนต้องจ่ายให้ กับ กทช.จะน้อยกว่าส่วนแบ่งรายได้ในแต่ละปีที่จ่ายให้กับทีโอที และ กสท ตามสัญญาร่วมการงาน เดิมคาดว่าเอกชนจะจ่ายค่าใบอนุญาตประมาณปีละ 6.5% ของรายได้ แบ่งเป็นค่าใบอนุญาต 2.5% ค่า Universal Obligation Fund 4%

ขณะ ที่การจ่ายส่วนแบ่งรายได้ตามเงื่อนไขสัญญาสัมปทานเดิมเอกชนต้องจ่ายให้ทีโอ ที และ กสท ประมาณ 20-30% ทำให้เอกชนประหยัดเงินหลังหักภาษีจำนวน 3 พันล้านบาท ถึง 1.5 หมื่น ล้านบาทต่อปี แต่ทีโอทีจะสูญเสียรายได้จากการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของเอกชนตามคู่สัญญาเดิม ถึง 50% หรือประมาณ 8 พันล้านบาทต่อปี

“จากผลการศึกษาของผู้ ประกอบการในต่างประเทศพบว่าภายใน 3 ปี ลูกค้า 2 จี ประมาณ 30% จะหันไปใช้ 3 จี ส่งผลกระทบต่อรายได้ทีโอทีและ กสท ทำให้ภาครัฐต้องสูญเสียผลประโยชน์ทั้งในรูปของภาษีเงินได้และเงินปันผล ลดลงตามไปด้วย” แหล่งข่าวระบุ

คลังพร้อมช่วยเหลือการเงิน
นาย พุทธิพงษ์ บอกว่า กทช.ชี้แจงให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจทราบว่า หลัง กทช.ออกใบอนุญาตให้กับเอกชนรายใหม่แล้ว ทีโอทีและ กสท ควรจะมุ่งเน้นการหารายได้จากการให้บริการโครงข่าย 3 จี ที่มีอยู่เป็นหลัก เนื่องจากธุรกิจโทรคมนาคมเป็นตลาดที่มีการเปิดเสรีอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งฝ่ายบริหารทีโอทีและ กสท ได้ชี้แจงต่อที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่า ทีโอทีและ กสท ได้เตรียมความพร้อมและวางแผนการจัดการความเสี่ยงไว้แล้ว โดยว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาศึกษาปรับกลยุทธ์ เพื่อเตรียมพร้อมแข่งขันในธุรกิจโทรคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ครม.เศรษฐกิจแสดงความเป็นห่วงว่ารายได้จากสัมปทานจะลดลง และมีผลต่อเนื่องถึงการนำรายได้ส่งรัฐก็ต้องลดลงตามไปด้วย โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า ทีโอทีและ กสท ควรไปศึกษาเตรียมความพร้อมและปรับแผนการบริหาร เพื่อรับมือกับการแข่งขันหลังการเปิดเสรี หากในอนาคตทั้ง 2 องค์กรมีปัญหาด้านการเงิน รัฐบาลก็พร้อมจะสนับสนุน เพราะถือเป็นรัฐวิสาหกิจและเป็นหน่วยงานของรัฐ

กทช.ประชาพิจารณ์ 5 พ.ย.
นาย สุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวหลังการประชุมบอร์ดวานนี้ (14 ต.ค.) ว่า ที่ประชุมได้รับทราบข้อท้วงติงและเป็นห่วงจากที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งทุกเรื่องจะต้องนำมาวิเคราะห์ อาทิเช่น คุณสมบัติผู้เข้าร่วมประมูล ระยะเวลาใบอนุญาต โครงสร้างการแข่งขัน แผนสำรองกรณีผู้เข้าร่วมน้อยกว่าจำนวนใบอนุญาต หรือแม้แต่การโอนลูกค้าเดิมจากใต้สัมปทานไปอยู่ใต้ใบอนุญาต และจะนำไปเป็นประเด็นในการรับฟังความคิดเห็นครั้งต่อไปในวันที่ 5 พ.ย.นี้

ทั้ง นี้ ยืนยันว่าการจะประมูลได้ กทช.ต้องสามารถตอบข้อสงสัยและเป็นห่วงทั้งหมดได้ก่อน เพื่อความโปร่งใสและความสบายใจของทุกฝ่าย แต่จะยังคงกรอบเวลาการประมูลไว้ตามเดิม นั่นคือ จะเริ่มประมูลคลื่นความถี่ได้ภายในปีนี้

“ในการประชุม ครม.เศรษฐกิจ กทช.เข้าไปเพื่อรับฟังและชี้แจงข้อมูลเท่านั้น เพราะประเด็นหลักอยู่ที่แผนการลงทุนของทีโอทีมากกว่า แต่ กทช.ก็รับข้อท้วงติงอื่นๆ มาวิเคราะห์ เพื่อนำไปกำหนดในร่างหนังสือเชิญชวนเข้าประมูล (ไอเอ็ม) ก่อนจะประชาพิจารณ์อีกรอบ” นายสุรนันท์กล่าว

เคาะราคาเริ่มต้นไม่เกินหมื่นล.
อย่าง ไรก็ตาม กทช. อยู่ระหว่างการร่างคำถามให้รัดกุม เพื่อถามไปยัง สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อถามเกี่ยวกับอำนาจในการจัดสรรคลื่นความถี่ เพราะเดิมเคยถามไปแล้วภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดิม ครั้งนี้มีรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ก็จะถามไปอีกครั้ง แต่การที่ กทช. มีอยู่ 6 คน แม้จะมี 3 คนที่พ้นตำแหน่งตามวาระ แต่กฎหมายกำหนดให้ปฏิบัติงานต่อไปจนกว่าจะมีคนใหม่มาแทน ดังนั้น จึงถือว่ามีอำนาจดำเนินการต่อไปได้

ส่วนราคาเริ่มต้นการประมูล ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในการประชุมสัปดาห์นี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีข้อท้วงติงเข้ามาจากหลายฝ่าย ที่เป็นผลกระทบกับการคำนวณค่าเริ่มต้น อาทิเช่น อายุใบอนุญาต การวิเคราะห์บนพื้นฐานการทำธุรกิจ หรือการวิเคราะห์บนพื้นฐานของผู้รับสัมปทาน แต่จะมีมูลค่าไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาทต่อใบอนุญาต แต่ในสัปดาห์หน้า (21 ต.ค.) จะต้องได้ข้อสรุป และประกาศขึ้นเว็บไซต์วันที่ 22 ต.ค. เพื่อให้ทัน 10 วันก่อนประชาพิจารณ์วันที่ 5 พ.ย.

ดีแทคแนะเปิดช่องผ่อนชำระ
นาย ทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า จากประสบการณ์ของหลายประเทศทั่วโลก การประมูลถือว่าเป็นวิธีการให้ใบอนุญาตที่โปร่งใส และยุติธรรมมากที่สุดวิธีหนึ่งอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของ reserve price ควรกำหนดราคาเดียวสำหรับผู้เข้าร่วมประมูลทุกราย และควรจะมีใบอนุญาตสำหรับการประเมินไม่น้อยกว่า 3 ใบ เพื่อให้เกิดการแข่งขันที่แท้จริง

“เพื่อให้ผู้ประกอบการบางราย ที่อาจมีปัญหาเรื่องการเงินสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ กทช.อาจกำหนดราคาตั้งต้นที่ไม่สูงจนเกินไป และอาจพิจารณาผ่อนปรนวิธีการชำระเงิน อาทิเช่น การจ่ายเป็นงวด” นายทอเร่กล่าว

นอกจากนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุม สามารถทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงบริการได้ในเวลาที่ไม่นานเกินไป บริษัทสนับสนุนให้มีการพิจารณาเรื่องการ reuse โครงข่ายตามสัมปทานที่เป็นสัญญาแบบบีทีโอ และเอกชนต้องส่งมอบคืน กสท หรือทีโอทีอยู่แล้ว โดยอาจมีการตกลงร่วมกันในการเช่าใช้ทรัพยากรเหล่านี้ ระหว่างโอเปอเรเตอร์และเจ้าของสัมปทานของแต่ละราย

“เราอยากเห็น การประมูลคลื่นความถี่ 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เกิดขึ้นโดยไม่มีการชะลอออกไปอีก เพราะโครงการ 3 จี จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยทั้งในแง่การลงทุน การสร้างงาน การลดช่องว่างระหว่างคนเมืองและคนชนบทในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในสายตาของนักลงทุน อีกด้วย” นายทอเร่กล่าว

เอไอเอสเตือน กทช.รอบคอบ
นาย วิเชียร เมฆตระการ ซีอีโอ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า การที่ ครม.เศรษฐกิจให้ กทช.ตีความเรื่องความเป็นไทยของบริษัทที่จะเข้าประมูล 3 จีนั้น ต้องมีความชัดเจนกว่านี้ เพราะการบอกกล่าว “ลอยๆ” เป็นอันตราย เนื่องจากนักกฎหมายใน กทช. อาจตีความเป็นอย่างหนึ่งได้ อาทิเช่น อาจตีความว่า กทช. มีอำนาจตีความเรื่องสัดส่วนหุ้น การครอบงำของต่างชาติในการโหวตเมื่อมีการประชุมผู้ถือหุ้น แต่ต้องถามกลับด้วยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นอำนาจหน้าที่ของ กทช. หรือไม่ อย่างไรก็ตาม กทช. คงต้องนำประเด็นดังกล่าวเข้ารับฟังความคิดเห็นในประชาพิจารณ์เรื่อง 3  จี อีกครั้งก่อน

“ตอนนี้ที่หลายๆ ฝ่ายออกมาคัดค้าน ก็ต้องดูว่าคัดค้านเพื่ออะไร ไม่พร้อมเรื่องการลงทุน หรือใบประมูลสูงเกินไป ในส่วนประเด็นสัญชาติผู้ประมูล คิดว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แล้วก็ไม่น่าจะใช่หน้าที่ของ กทช. ที่จะต้องดู เพราะมีกฎหมายที่ดูเรื่องนี้อยู่ คือ พ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์ กทช. ไม่มีหน้าที่ไปตรวจสอบเรื่องหุ้นต่างชาติของบริษัทใดๆ” นายวิเชียรกล่าว

ทั้ง นี้ บริษัทไม่สนใจว่าทีโอที หรือ กสท จะเข้ามาร่วมประมูลด้วยหรือไม่ และไม่อยากคอมเมนท์ โดยที่ผ่านมา ติดเงื่อนไขเรื่องสัญญาสัมปทานอยู่ แต่ตอนนี้ใกล้จะหมดแล้ว ซึ่งใบอนุญาตที่จะได้รับจาก กทช. ก็เป็นการการันตีให้มีการดำเนินธุรกิจได้ต่อ เพราะเมื่อสัญญาสัมปทานหมด ก็ยังไม่มีใครการันตีกับเอไอเอสว่า จะให้ทำธุรกิจต่อหรือไม่

“เรา ก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากการรออย่างเดียว ทุกคนก็ต้องรอหมด ประเทศก็คงต้องรอด้วย ส่วนผู้ถือหุ้นก็ไม่ได้ว่าอะไร เพราะเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร” นายวิเชียรกล่าว

ทีโอทีทำ 4 แผนรับมือ
แหล่ง ข่าวจากที่ประชุม กล่าวว่า ผู้บริหารทีโอที ชี้แจงว่าบริษัทได้จัดทำแผนบริหารความเสี่ยงรองรับการเปิดเสรีโทรคมนาคมไว้ 4 ด้าน คือ 1. กรณีการหาลูกค้าอาจไม่ได้ตามเป้าหมายและต้นทุนสูงขึ้น ทีโอทีจะเปิดให้บริการ 3 จี โดยมุ่งการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงควบคู่การบริการอินเทอร์ เน็ตความเร็วสูงทางสาย

2. กรณีคุณภาพโครงข่ายต่ำไม่ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายลูกค้าเลือกบริการของคู่ แข่ง ทีโอทีจะเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วมากขึ้น หากมีบุคลากรไม่เพียงพอจะจ้างบริษัทภายนอกมาบำรุงรักษา แต่ที่ประชุมตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันทีโอทีมีพนักงานกว่า 2 หมื่นคน เหตุใดจึงจ้างบริษัทภายนอกเข้ามาอีก ทั้งๆ ที่บุคลากรก็มีจำนวนมากอยู่แล้ว

3. กรณีผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับสัมปทานเดิมยื่นประมูลใบอนุญาต 3 จีได้ ทีโอทีจะหาผู้สนใจรายอื่นเข้ามาแทน อาทิเช่น ผู้จำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ผู้ผลิตเนื้อหาข่าว ร่วมเป็น MVNO โดยขายบริการของทีโอทีและหารือร่วมลงทุนขยายโครงข่ายและให้บริการ รวมทั้งขอเช่าทรัพย์สินของผู้สนใจเป็น MVNO และหน่วยงานอื่นในการติดตั้งสถานีฐาน และจ้างพันธมิตรหรือผู้ประกอบการรายอื่นติดตั้งโครงข่ายให้ครอบคลุมทั่ว ประเทศโดยเร็ว และ 4. กรณีมีผู้ประกอบการ Mobile Broadband มากขึ้น ทีโอทีจะเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายใหม่ ในการให้บริการร่วมกับผลิตภัณฑ์อื่น เพื่อกระตุ้นให้ตลาดเติบโต

Source: Link

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: